More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  Pooki - Open my EYEsPhotosProfileFriendsMore Tools Explore the Spaces community
Thanks for visiting! and Nice to meet you all :)
  • August 19 8:14 PM
    เฮ้อ..เดี๋ยวนี้ไม่มีเวลาลั๊ลลาเรย..ยย เว้ย..ยยคับ..บบ
  • May 05 10:55 PM
    ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมนะครับ..น้องนะโมตอนนี้เริ่มซนแล้วละครับ อยากรู้ อยากเห็นน่ะ
    บล็อกของคุณปู น่าติดตามนะครับ มีเรื่องให้อ่านเยอะดี..ภาพสวยด้วยหละ..แล้วจะแอบมาอ่านบ่อยๆนะครับ
    ขอเอาใจช่วย..สำหรับสิ่งที่ค้นหาอยู่ ขอให้พบ...ในเร็ววัน..นะครับ
     
  • April 20 6:49 PM
    ดีใจที่ได้รู้จักเช่นกันครับผม
    อ่า ส่วนใหญ่จะไปถ่ายให้เพื่อนฝูงญาติพี่น้องซะเยอะน่ะ ก็ช่วย ๆ กันไป
    แต่ก็ไม่ค่อยมีภาพตัวเองเลย  8)
View space
irongodzilla
View space
mumu
View space
JUTILERT
View space
a.l.i
View space
โขดหิน Na-mo 's Father
View space
จา
View space
อมรรัตน์
View space
Minny_meaw

Pooki - Open my EYEs

June 07

Me and My cousins

เมื่อเดือนที่แล้ว มีกิจกรรมมากมายที่ทำให้ได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและญาติ พี่น้องจำนวนมากอีกครั้ง .... ทำให้นึกถึงเรื่องราว ความสุข เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ของน้องๆ ตัวเล็กๆ เสียงตะโกนโหวกเหวกเวลาถึงวันรวมญาติสมัยเรายังเด็กๆ :)
 
เนื่องจาก เป้ น้องชายสุด Love คนเดียวของเราเรียนจบปริญญาตรีสักที จากคณะวิศวกรรมศาตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าพระนครเหนือ (เขียนถูกป่าวหว่า.....) ก็เลยได้โอกาส บวชเรียน สนองคุณพ่อกับแม่ ให้เค้าได้เกาะชายผ้าเหลืองของน้องชายสักที เราซึ่งเป็นพี่สาวและก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรจะต้องช่วยเป็นธุระต่างๆ แทนพ่อกะแม่ได้บ้างล่ะเนอะ ... และก็พอดีกับเป็นช่วงเวลาปิดเทอมพอดี ทำให้ น้องแพร น้องภูมิ (น้องสาว น้องชายลูกของลุงอี๊ด) ขับรถมาจากสระแก้วมานอนที่บ้านเราก่อนวันงานได้หลายวันเลย เจ้าน้องนะ (ลูกสาวอาแหม่ม) ซึ่งเป็นน้องคนเล็กในบรรดาพี่น้องบ้านเรา ก็เลยตื่นเต้นยกใหญ่ที่มีพี่ๆ มาเป็นเพื่อนเล่นเต็มบ้าน ก็ปกติเจ้าน้องนะเป็นน้องคนเดียวที่อยู่แปดริ้ว ส่วนพี่ๆ ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ กันหมด
 
หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ที่ลูกพี่ลูกน้อง 5 คน ได้กลับมาใช้เวลาร่วมกันเป็นเวลายาวๆ สักที นับเป็นเวลาที่มีความสุขมากๆๆ วันแรก ก็แค่กินข้าวเย็น วิ่งถ่ายรูปเล่นกันรอบๆ บ้าน แล้วก็เม้าท์กันสนุกสนาน พอวันที่สองก็ตื่นกันมาแต่เช้าขึ้นไปช่วยกันทำความสะอาดบ้านชั้นสอง เพราะปกติที่บ้านมีแค่พ่อกะแม่เราอยู่สองคน ชั้นสองแทบจะไม่ได้ถูกใช้งานเลยทีเดียว ก็เลยทำให้แต่ละคนหมดสภาพกันเป็นแถวๆ ทั้งเป้และน้องภูมิเลยต้องถอดเสื้อกันโชว์พุงกัน เจ้าน้องภูมิยิ่งแล้วใหญ่ ใส่แค่ Boxer ตัวเดียวเลย พอตกบ่ายหลังจากกินข้าวกลางวันกันมื้อใหญ่ เพราะใช้พลังงานกันไปเยอะตอนเช้า ก็เลยนอนตากแอร์หลับกันหมดยันเย็นเลย อิอิ.......พอตกกลางคืนเข้าห้องนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ แต่ไม่ได้นอนหรอกนะ นั่งเม้าท์กันจนถึงเกือบตีหนึ่ง โดยมีน้องภูมิเป็น Topic ในคืนนี้ เนื่องจากน้องภูมิกำลังจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้า ก็เลยโดนทั้งบ่น ทั้งปลอบ ทั้งขู่ และให้กำลังใจกันซะยาว ก่อนจะเข้านอนกันได้
 
         001
 
วันที่สามเช้านี้ เป็นวันที่เป้ต้องโกนหัวแล้ว เป้ดูตื่นเต้นเล็กน้อย เรากะน้องแพร ดันหยิบเสื้อสีส้ม สีเดียวกันมาใส่เช้านี้ เจ้าน้องภูมิเดินมาเห็นเลยวิ่งไปหยิบมาใส่บ้าง เป้ ซึ่งตอนแรกใส่สีเทา ก็เลยเปลี่ยนด้วย เหลือเจ้าน้องนะคนเดียวที่ยังอาบน้ำไม่เสร็จ อาแหม่มก็เลยไปเลือกเสื้อและที่คาดผมสีส้มมาให้เจ้าน้องคนเล็กด้วยอีกคน พอครบ Gang 5 คน ยังพอมีเวลาเหลือก่อนพาเป้ไปโกนผมที่วัดก็เลยวิ่งถ่ายรูปเล่นกันอีกพักใหญ่ จนผู้ใหญ่ทั้งหลายตะโกนเรียกให้ไปกันได้แล้วนั่นแหล่ะถึงยอมเลิก
 
        002       003

ไปถึงวัดก็มีญาติๆ ผู้ใหญ่ทั้งหลายมากันเต็มไปหมด เพื่อมาตัดผมหลานชายกัน (อาจจะเป็นเพราะตระกูลเราไม่ค่อยมีหลานชายเท่าไหร่ด้วยมั้ง ปู่-ย่า ทั้งหลายเลยมาร่วมกันทำบุญกับหลานชายคนนี้กันใหญ่เลย ) หลังจากนั้นก็กลับไปเตรียมงานตอนเย็นกันต่อที่บ้าน ลุง ป้า น้า อา มาช่วยกันจัดสถานที่เตรียมไว้ฉลองพระใหม่ที่บ้านวันพรุ่งนี้กันใหญ่ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปอาบน้ำไปงานฉลองนาค ตอนเย็นที่หอประชุมโรงเรียนวัดโสธรใกล้ๆ บ้าน ซึ่งกว่างานตอนเย็นจะเลิกก็ทำเอาเหนื่อยไปตามๆ กันทีเดียว
  
        004       005
 
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนรีบทยอยกันลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวกันแต่เช้าเพื่อรีบไปอาบน้ำนาคที่วัดก่อนจะถึงพิธีแห่นาคเข้าโบสถ์เพื่อบวชเป็นพระในเช้าวันนี้ ขบวนแห่นาค ยาวเป็นพิเศษ มีคนรู้จักมักคุ้นกับครอบครัวมาช่วยกันรำหน้ากลางยาวกันอย่างเมามัน ก่อนจะให้นาคโปรยทาน เข้าไปทำพิธีในโบสถ์ และออกมาให้ญาติโยมทั้งหลายที่รออยู่ทำบุญใส่ย่ามพระใหม่กัน หลังจากนั้นก็พากันกลับบ้านไปทำบุญฉลองพระใหม่กันที่บ้าน และทานข้าวด้วยกันหลังพระองค์อื่นๆ เดินทางกลับวัดเรียบร้อย ระหว่างนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ญาติพี่น้องที่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย ถามสารทุกข์สุกดิบกันยาวนาน ก่อนแยกย้ายกันกลับในช่วงบ่ายแก่ๆ
 
        007       006
 
เย็นนี้ก็เลยเหลือกันแค่ 4 คน พี่น้อง เพราะพระเป้ต้องกลับไปอยู่ที่วัดแล้ว ก็เลยช่วยกับเก็บของและเตรียมตัวเลี้ยงขอบคุณ ลุง ป้า น้า อา ที่มาช่วยขนของ จัดสถานที่อีกรอบที่บ้านในตอนเย็น พอตกเย็นเราสี่คนก็เลยปลีกตัวจากงานเลี้ยงของผู้ใหญ่ออกไปขับรถเล่นกันตามประสาในตลาด โดยเอารถเจ้าคุณปู่ของน้องภูมิออกไปกัน ไปแวะสวนหย่อมริมน้ำที่มีคนตกปลากันเต็มไปหมด ไปแวะเลี้ยงปลาและเดินเล่นกันต่อที่สวนสมเด็จฯ สวนสาธารณะซึ่งเป็นที่พักผ่อนของครอบครัว และสังสรรค์ของเพื่อนในตัวแปดริ้ว แวะกินไอ้ติมที่ทำจากน้ำหวาน-น้ำอัดลม เทลงในหลอด หย่อนลงในถังน้ำแข็ง เสียบไม้ยาวลงไปและเขย่าให้แข็ง แบบที่เคยซื้อกินหน้าโรงเรียนทุกวันตอนเด็กๆ ก่อนกลับบ้านไปนอนรวมกัน 4 คนอีกเช่นเคย
 
เช้าวันที่ 5 วันนี้ พวกเรายังคงรีบตื่นกันแต่เช้า เพราะวันนี้เป็นวันพระ เราจึงไปทำบุญที่วัดด้วยกัน และแอบไปดูพระใหม่ด้วยว่าเป็นไงบ้าง เหงาหรือเปล่า อิอิ  ซึ่งพอพระเห็นหน้าพี่ และน้องๆ ก็มีท่าทางดีใจขึ้นมาเชียว :) ......ตกบ่าย เรา น้องแพร และน้องภูมิ ก็เริ่มเก็บของเพื่อแยกย้ายกันกลับ ก็ทำเอาเจ้าน้องนะ น้ำตาซึมขึ้นมา เพราะพี่ๆ จะต้องทิ้งน้องไว้ที่แปดริ้วคนเดียวอีกแล้ว แต่ใช่ว่าน้องนะคนเดียวที่เศร้า พี่ๆ ก็รู้สึกเสียดาย ไม่อยากกลับอยากอยู่ด้วยกันต่ออีกสักหน่อย เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะมีเวลามาอยู่ด้วยกันหลายๆ วันแบบนี้อีก T-T ก่อนกลับก็แวะไปร่ำลา พระ ที่วัด อีกครั้งก่อนแยกย้ายกันเดินทาง
 
สำหรับเราแล้ว ช่างเป็นสัปดาห์ที่มีความสุข ความอบอุ่นมากมายจริงๆ
May 05

ณ ชายหาดบ้านกรูด

หลังจากวางแผนการไปพักผ่อนแบบเงียบๆ สบายๆ มานาน ก็ได้ฤกษ์ เดินทางจริงๆ สักที..... ทริปนี้ตอนแรกกะว่าจะไปคนเดียว แต่ก่อนออกเดินทาง 2 วัน ดันนนน มีเรื่องทำให้เศร้าใจนิดหน่อย ก็เลยชวน "พี่น้อง" ไปด้วยกัน ไม่งั้นไปคนเดียวอาจเหงาตายได้ ด้วยสภาพจิตใจแบบนี้ ^^'
 
ออกเดินทางเวลาประมาณ 8.05 น. โดยรถไฟด่วยพิเศษ ขบวนที่ 43 ที่ออกจาก กทม. ปลายทางสุราษฎร์ธานี โดยเรารอขึ้นที่สถานีบางซื่อ เนื่องจากอยู่ใกล้คอนโดเรามาก 5 นาทีก็ถึง อิอิ.....  เรากะพี่น้องได้นั่งที่ 55-56 คันแรก ของขบวนเลย บนรถไฟมีน้ำ-ขนม แล้วก็อาหารกลางวันแจกด้วยนะ แบบว่าเหนื่อความคาดหมายล่ะ รู้สึกว่าค่ารถ 450 บาท คุ้มขึ้นมาทีเดียว
 
เราเดินทางมาถึง สถานีบ้านกรูด เวลาประมาณบ่ายโมง เนื่องจากรถไฟ delay เล็กน้อย พอมาถึงฝนก็ตั้งเค้าเลย และเริ่มตกอย่างหนักตอนเรานั่งรถเข้าไปที่ Resort แต่ก็ไม่ได้เปียกอะไร จากสถานีรถไฟถึงริมหาด ถึงรีสอร์ทใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เท่านั้นเอง เราพักกันที่ "บ้านกลางอ่าว" เป็นรีสอร์ทที่สวยเหมือนที่ใครๆ ในเว็บพูดกันเลย ...รีสอร์ทแถวนี้ก็เยอะนะ แต่บรรยากาศกลับเงียบสงบได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ละรีสอร์ท มีที่จอดรถซึ่งสามารถพรางตาได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ยังไม่มีร้านค้า หาบเร่ แผงลอยเหมือนที่อื่นๆ  ทำให้ไม่มีอะไรมาบดบังความสวยงามของชายหาดและธรรมชาติที่นี่ อยากมากก็จะมีมอเตอร์ไซด์ของคนพื้นที่บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจะใช้จักรยานที่รีสอร์ทมีไว้บริการเป็นพาหนะ
 
     02 บ้านกลางอ่าว - ที่พัก      17 ดอกไม้สวยๆ ในรีสอร์ท
 
หลังจาก check-in เรียบร้อย เราก็เปลี่ยนกางเกงเป็นขาสั้นสบายๆ กันแล้วออกมาหาอะไรทานกันที่รีสอร์ท ก่อนที่จะคว้าจักรยานคนละคัน เพื่อออกไปสำรวจสถานที่และหาเสบียงสำหรับตอนเย็น เราก็เลยขี่จักรยานกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงร้านค้าเล็กๆ ที่หน้าสถานีรถไฟ แต่ด้วยความที่ตลาดดังกล่าว เป็นตลาดเล็กๆ แบบชาวบ้านๆ ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก (ดีนะ ไม่เหมือนที่อื่น ที่มีร้านของฝาก และร้านสะดวกซื้อมากมาย ที่ทำให้ดูวุ่นวายไม่ต่างจากในเมือง) ทำให้เราได้เสบียงแค่เพียงโค้ก 1 ลิตร กับขนมขบเคี้ยวอีกนิดหน่อย แล้วก็ขี่จักรยานกลับที่พักกัน จากนั้นก็ต่อด้วยการเดินเล่นชายหาดยามเย็น .... แขกคนอื่นๆ เค้าก็ลงเล่นน้ำทะเลที่หาดหน้ารีสอร์ท บ้างก็เล่นวอลเล่ย์บอลชายหาด เล่นเปตอง ขี่จักรยาน หรือพายเรือคยัคกัน ส่วนเรา 2 คน ได้แต่เดินเล่น แลวก็ถ่ายรูปบรรยากาศสวยๆ ก็อิ่มใจแล้ว
 
      25 กางร่มแล้ว     26 Poo
 
เช้าวันรุ่งขึ้นออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่วันนี้เมฆเยอะแยะมากมาย บดบังพระอาทิตย์ไปหมดเลย กว่าจะเห็นดวงอาทิตย์ได้ชัด มันก็ลอยสูงเหนือน้ำซะแล้ว ....  ก็เดินเล่นริมหาดสักพักแล้วค่อยไปอาบน้ำ ทานอาหารเช้า แล้วก็ขึ้นไปไหว้พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศบนเขากัน โดยมีรถที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้บริการ ใครอยากไปตอนไหนก็แจ้งที่พนักงานต้อนรับได้เลย แล้วก็นัดเวลาไปรับ ....  ขึ้นไปบนเขาทำให้เห็นวิวทะเลได้ไกลมากมาย ได้ไปนมัสการพระพุทธกิติสิริชัย และไหว้กรมหลวงชุมพร ก่อนขึ้นไปชมความสวยงามของพระมหาธาตุกัน ....
 
    40 พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ      38 พระพุทธกิติสิริชัย
 
กลับลงมารถที่รีสอร์ทก็มารอรับอยู่แล้ว เราก็เลยขึ้นรถกลับไปเอาจักรยานที่รีสอร์ท แล้วเริ่มออกหาอาหารกลางวันกัน เนื่องจากพี่น้องเห็นร้านผัดไทยน่ากิน ตอนที่เรานั่งรถไปพระมหาธาตุ เราก็เลยจะไปร้านนั้นกัน ......  แต่ขอบอกว่าระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ ประมาณ 2.5 กิโลเมตร  ดีนะ ที่วันนี้แดดไม่ร้อน ไม่งั้นคงขี่มาไม่ถึงแน่นอน พอไปถึงเราก็สั่งผัดไทยทะเล ส้มตำผลไม้ใส่ปู และปลาหมึกมะนาว ขอบอกว่าร้านนี้เค้าทำอร่อยนะ คุ้มกับที่ขี่จักรยานมาตั้งไกล เค้าชื่อ "ร้านลุงกำนัน" ใครผ่านไปแวะชิมได้นะจ๊ะ .... หลังจากกินอาหารกลางวันจนอิ่มแปล้ เราก็เลยขี่จักรยานอย่างช้าๆ กลับที่พัก แต่มีแวะนั่งเล่นตามชายหาดที่มีทิวสนเป็นแนวยาว ต่างจากหน้าที่พักเราที่มีต้นปาล์มสูงๆ เต็มไปหมด ... นั่งพักเล่นกับหมาน้อยแถวนั้น อยู่เกือบชั่วโมง ก็เริ่มปั่นจักรยานคู่ชีพกันอีกครั้งกลับที่พัก ปรากฎว่า กลับที่ห้องพัก ส่องกระจกแล้ว ง่ะ! ตัวดำกันไปเลย นี่ขนาดไม่ค่อยมีแดดเท่าไหร่นะเนี่ย ... กิจกรรมถัดมาก็เลยอาบน้ำ คลายร้อน ก่อนที่เราจะไปว่ายน้ำเล่นในสระ (เค้ามี 2 สระล่ะ) ส่วนพี่น้องก็นั่งอ่านหนังสือ อยู่ที่ริมสระน้ำเป็นเพื่อนกัน
 
      32 swimming pool      52 หน้าบ้านพัก
 
ตกเย็นก็ไปเดินเล่น ถ่ายรูปที่ชายหาดอีกตามเคย พอใกล้มืด เราก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้งด้วยจักรยานเหมือนเดิม เพื่อออกไปหาอาหารทะเลกินกัน (เบื่ออาหารรีสอร์ทแล้ว) ไปเจอร้านริมทะเล ที่อยู่ไม่ไกลนัก (ตอนกลางวันแอบแวะถามเมนู และสำรวจราคาไว้แล้ว)  ในร้านมีคนเล่นดนตรี 2 คน เล่นกีต้าร์สดกัน นั่งฟังเพลินๆ ดีนะ ส่วนอาหารที่สั่งมานั้น พี่น้องอยากกินปลา และก็สั่งพล่าทะเลเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง แต่ปลาที่ได้มาตัวใหญ่มากหนักกว่ากิโลได้มั้ง เราได้แต่มองหน้ากันว่าจะกินหมดเหรอเนี่ย แต่สุดท้ายมันก็เหลือแต่ก้าง อิอิ นอกจากนี้เค้ายังมีสัปรด ตบท้ายช่วยย่อยด้วยนะ.... หลังจากกินอิ่ม ก็นั่งพัก ตากลมที่ร้านอีกพักใหญ่ ก่อนจะขี่จักรยานกลับมาซื้อ Bacardi Breezer เพื่อไปนั่งกินลมริมทะเลตอนกลางคืนกัน หน้าที่พัก .... นั่งจิบ Bacardi แล้วคุยเรื่องโน้น เรื่องนี้กันไปเรื่อยเปื่อยตามประสา นั่งดูเรือตกปลาหมึกที่เปิดไปสีฟ้าลอยอยู่เต็มทะเล สบายจังไม่อยากกลับขึ้นห้องเลย แต่ดึกแล้ว ฝนก็เริ่มลงเม็ดบางด้วย เราก็เลยกลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อนกันดีกว่า
 
เช้าวันรุ่งขึ้น มีเรื่องขำล่ะ (คุ้นๆ เหมือนที่เราติดอยู่ในห้องที่คอนโดเลยอ่ะ อิอิ) เนื่องจากโซ่ที่ใช้ล็อค มันไม่มีตุ้มเหล็กอยู่ เรากะพี่น้องเลยเอาโซ่ยัดใส่เข้าไปแทน ปรากฎว่าเช้ามา ออกไม่ได้ ดึงโซ่ไม่ออก ดีนะ ที่หน้าต่างด้านหน้าเป็นบานยาวถึงพื้นเพื่อให้เห็นวิวทะเล ก็เลยออกทางนั้นมากได้ ตลกดี ..... ยังเหลืออีก 2-3 ชั่วโมง ก่อนที่จะต้องไปขึ้นรถไฟกลับ กทม. ก็เลยไปขี่จักรยานไปอีกทางที่ยังไม่ได้ไปดู แล้วก็เลยขึ้นไปพระธาตุอีกครั้ง เนื่องจากเมื่อวานอยู่แค่แป๊ปเดียว แล้วค่อยกลับลงมา อาบน้ำ เตรียมตัวเดินทางกลับกัน โดยมีรถของรีสอร์ทไปส่งที่สถานีรถไฟ เราแวะทานข้าวกลางวันที่ตลาดเก่าหน้าสถานี ก่อนที่จะไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนขึ้นรถไฟ ที่ทำไมมาตรงเวลาจังเลย (ไม่เหมือนที่คิดไว้ ว่าปกติ รถไฟมันจะช้านี่นา)
 
      79 วิวหน้ารีสอร์ท        75 วิวหน้ารีสอร์ท       89 Train ticket
 
รถไฟถึงปลายทางที่บางซื่อประมาณทุ่มครึ่ง ก็แยกย้ายกันกลับ บ้านใครบ้านมัน ....  เฮ้อ ไม่อยากกลับมาเลย ไม่อยากกลับมาเจอเรื่องวุ่นวาย เจองานมากมาย เจอสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ไม่สบายใจ หรือหมดกำลังใจ  ..... เอาไว้ คราวหน้าไปใหม่ดีกว่า ไปหาที่เงียบๆ สงบๆ สวยๆ แบบนี้ เพื่อเพิ่มกำลังใจให้ตัวเองอีกเนอะ
March 31

Unfortunately again!!!

หลังจากที่เมื่อปลายปีที่แล้ว เกิดดวงซวยเรื่องไฟช็อตที่ห้องทำเอาตกใจขวัญผวาไปครั้งนึงแล้ว ก็เหมือนจะราบรื่นดีไม่มีอะไร จนมาถึงเมื่อคืนวันอาทิตย์ก่อนซึ่งเป็นคืนที่เรานอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้ว (เนื่องจากวันจันทร์ไม่อยากไปทำงานน่ะ อิอิ)  ปรากฎว่าพอหลับไปตอนประมาณตีหนึ่งกว่า พอถึงเวลาประมาณ ตี 4 สัญญาณไฟไหม้ที่ตึกก็ดังขึ้น พร้อมไฟดับมืดสนิททั้งตึก ทำเอาผู้คนตื่นขึ้นมาดูด้วยความไม่แน่ใจ เราก็เลยโผล่ออกไปดูเหมือนกัน เพื่อความมั่นใจ ก็เห็นคนเดินไปเดินมาหลายคน รอสักพักก็ยังไม่รู้ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นก็เลยตัดสินใจเดินเข้าห้องมาเปลี่ยนเสื้อ (เพราะอยู่ชุดนอนไม่เรียบร้อยเลย) แล้วก็หยิบของที่จำเป็น กระเป๋าตังค์ โทรศัพท์และกุญแจรถ ใส่กระเป๋าถือเพื่อจะลงไปดูว่าตกลงมีไรเกิดขึ้นป่าว ซึ่งพอเตรียมตัวดังกล่าวเสร็จก็เดินไปเปิดประตูเพื่อลงไปข้างล่างอย่างที่คิด

แต่..... ปรากฎว่า ประตูเจ้ากรรม "เปิดไม่ออก" เนื่องจาก "Death Bolt Lock" ดันเกิดมาเสียตอนนั้นพอดีเลย หมุนตัวหมุนกลับมาแล้วแต่แท่งเหล็กที่ใช้ล็อกดันไม่กลับมาด้วย ทำให้เราไม่สามารถออกจากห้องได้ โอ! ตื่นเต้นมากๆๆๆๆๆ ขอบอก เพราะ

1. ไม่รู้ว่าตกลงข้างนอกมีไฟไหม้จริงหรือเปล่า
2. ไฟดับมืดสนิท มองอะไรไม่เห็น
3. ออกจากห้องไม่ได้

คิดดูแล้วกัน ว่าความรู้สึกจะเป็นอย่างไร จะโทรหาใครก็นึกไม่ออกนะ เพราะว่ามันตีสี่อ่ะ ใครจะตื่นมารับทอศัพท์ชั้นเนี่ย หลวงพ่อช่วยด้วยยยยยย ก็เลยเดินไป เดินมา ไปดูที่ระเบียงกับตรงหน้าต่างว่าตกลงมีไรมั้ย จนสักพักมีรถการไฟฟ้ามา ก็ค่อยเบาใจนิดนึงว่าคงไม่มีไฟไหม้คงเป็นแค่ไฟช็อต แต่ยังไงก็ยังอยากออกจากห้องให้ได้เร็วที่สุดอยู่ดี เพื่อความมั่นใจ จริงป่ะ! ...แต่จะออกไปยังไงล่ะเนี่ย หรือต้องรอจนเช้าแล้วค่อยตะโกนเรียกคนช่วยดีหว่า คิดไปคิดมา เลยเดินไปอาบน้ำแต่งตัวชุดทำงานนะเพราะ
 
1. เผื่อว่ามีเหตุร้ายจริง จะได้ออกไปสภาพดีๆ ไม่อุบาทว์
2. เผื่อว่าโชคดีไม่มีเหตุร้าย จะได้ไปทำงานได้ทัน เพราะไม่งั้นรอเปิดห้องได้ก่อนคงสายแน่ๆ
 
ซึ่งพออาบน้ำเสร็จก็เลยนึกได้ว่าเรามีไฟฉายซื้อเก็บไว้เมื่อตอนที่ไฟช็อตคราวที่แล้ว 2 อันนี่นา ก็เลยรีบไปหยิบมา ปรากฎว่าไฟฉายหลอด LCD ของเราสว่างวาบมาช่