Thitima's profilePooki - Open my EYEsPhotosBlogListsMore Tools Help

Thitima Pungpibul

Occupation
Photo 1 of 115
More albums (45)
Thanks for visiting! and Nice to meet you all :)
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
K.C. Wongwrote:
Happy Birthday มีความสุขมากที่สุดนะคะ
20 Nov.
อ่ะนะ  สงสัยชาติที่แล้วไปพังประตูชาวบ้านเค้ารึเปล่าครับ โดนทั้งประตูรถและประตูบ้าน
หวังว่าคงไม่ได้เล่นฟุตบอลหญิงนะครับ ขืนได้เป็นผู้รักษาประตู คงแพ้หลุดลุ่ย  ( ฮา )
ปล. คิดซะว่า ของพังไม่เป็นไร ปลอดภัยก็พอแล้ว  รถ
5 Sept.
Guy Richiewrote:
เฮ้อ..เดี๋ยวนี้ไม่มีเวลาลั๊ลลาเรย..ยย เว้ย..ยยคับ..บบ
19 Aug.
ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมนะครับ..น้องนะโมตอนนี้เริ่มซนแล้วละครับ อยากรู้ อยากเห็นน่ะ
บล็อกของคุณปู น่าติดตามนะครับ มีเรื่องให้อ่านเยอะดี..ภาพสวยด้วยหละ..แล้วจะแอบมาอ่านบ่อยๆนะครับ
ขอเอาใจช่วย..สำหรับสิ่งที่ค้นหาอยู่ ขอให้พบ...ในเร็ววัน..นะครับ
 
5 May
ดีใจที่ได้รู้จักเช่นกันครับผม
อ่า ส่วนใหญ่จะไปถ่ายให้เพื่อนฝูงญาติพี่น้องซะเยอะน่ะ ก็ช่วย ๆ กันไป
แต่ก็ไม่ค่อยมีภาพตัวเองเลย  8)
20 Apr.

Pooki - Open my EYEs

14 April

Simila-Koh Tao-Nang Yuan 29 March-4 April 2009

สำหรับทริปนี้ เป็นการเดินทางของ "คนแคระ - 3 คน" อันได้แก่ อาจารย์ดร.เต้ย, Engineer กุ๊ก  และ Business Analyst ปู  ที่ทริปนี้มีกันแค่ 3 คนนี้ ก็ไม่ใช่อะไรหรอก แต่เป็นเพราะทริปนี้ยาวนานถึง 7 วัน สำหรับ "นายเต้ย" ไม่เป็นปัญหาอะไรเพราะเป็นช่วงที่มหาวิทยาลัยปิดเทอม ส่วน "กุ๊กกับปู" มีวันพักร้อนที่เหลือจากปีที่แล้ว ที่จะต้องใช้ให้หมดภายในต้นปีก็เลยสามารถลางานกันได้ยาวขนาดนี้ เพื่อนคนอื่นก็เลยไม่สามารถจะ join trip นี้กับเราสามคนได้
 
                                            
 
ทั้งสามคนไม่ได้ทำงานอะไรที่เกี่ยวข้องกันเลยซักกะนิด ไม่ใช่ร่วมมหาวิทยาลัย ไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่เพื่อนของเพื่อน แต่เป็นเพื่อนสมัยเรียนมัธยมด้วยกันที่บ้านนอก เป็นเพื่อนที่เล่นหัวกันมาแต่เด็ก-แต่เล็ก เพื่อนสมัยมัธยมนี่เป็นเพื่อนที่สามารถไปมาหาสู่ที่บ้านกันได้ โดยที่เจ้าตัวไม่ต้องอยู่บ้านด้วยซ้ำ พ่อ-แม่ ของแต่ละคนก็จะรู้จักกัน บางคนก็เป็นญาติเป็นเพื่อนกันมาก่อนที่รุ่นของพวกเราจะรู้จักันเสียอีก  สำหรับความสัมพันธ์แบบนี้ คงจะมีแต่พวกเด็กบ้านนอกเท่านั้นที่เข้าใจ เพราะสำหรับคนกรุงเทพฯ แล้ว แม้แต่รั้วบ้านติดกัน ก็อาจจะไม่รู้จักกันด้วยซ้ำ
 
เราออกเดินทางกันตอนเช้าวันที่ 29 มีนาคม โดยนายมาวิน (กุ๊ก) หรือ มาริโอ้ เป็นสารถีขับรถให้เราตลอดการเดินทาง ตั้งแต่เริ่มออกจากกรุงเทพฯ เวลา 8.30 น. มาริโอ้กับเต้ย ก็เริ่มเล่นกัน เถียงกันเป็นลิงกัดกันตลอด มีการโทรศัพท์แกล้งเพื่อนๆ ที่ไม่ได้มาร่วมทริปอยู่เป็นระยะ เราเดินทางผ่านเพชรบุรี-ประจวบฯ-ชุมพร-สุราษฎร์ฯ และถึงพังงาตอนบ่ายแก่ๆ เพื่อหาที่พักก่อนที่จะเดินทางข้ามไป "หมู่เกาะสิมิลัน" ในวันรุ่งขึ้น ที่นี่เราได้พักที่สโมสรกองทัพเรือทับละมุ ซึ่งเป็นที่ที่ดูปลอดภัยและราคาย่อมเยาว์เพียง 700 บาทเท่านั้น (บ้าน 2 ชั้น 2 ห้องนอน ชั้นล่างมีพื้นที่พักผ่อนดูทีวี พื้นที่ทำครัว)
 
เช้าวันที่ 30 เราออกเดินทางโดย Speed boat ของบริษัท เม็ดทราย ซึ่งใช้ "ท่าเรือทับละมุ" ภายในสโมสรกองทัพเรือ โดยเช้านี้เราได้ลง snorkelling ที่เกาะ 5 ก่อนที่จะขึ้นพักบนเกาะ 4 ซึ่งเต้ยได้จองเต้นท์ไว้เป็นที่เรียบร้อย หลังจากกินข้าวกลางวันกันเป็นที่เรียบร้อย ก็ออกไปเดินถ่ายรูปทะเลสวยๆ ก่อนที่จะพากันเดินไปหลังเกาะ เพื่อดำน้ำดูปะการังอีกฝั่งหนึ่งของเกาะสี่ ที่หาดด้านหลังนี่ มีชายหาดที่สวยงามไม่แพ้ด้านหน้าเลยทีเดียว ทรายละเอียด ขาว สวยงามหาที่ติไม่ได้ ที่นี่ พวกเราดำผุด ดำว่ายออกไปดูปะการัง และปลานานาชนิด ที่เราเองก็จำชื่อได้ไม่หมด แต่แค่ได้เห็น ได้ว่ายน้ำกับปลา ก็รู้สึกดีมากมายจนไม่สามารถบรรยายได้เป็นคำพูด

ค่ำนี้ หลังจากทานอาหารค่ำ ก็มานั่งเล่นที่ลานเอนกประสงค์ก่อนจะเดินตามเจ้าหน้าที่ของอุทธยานไปดู "ปูแม่ไก่"ตัวโตที่ออกมาอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวดูอย่างไม่เขินอาย หลังจากนั้นก็มานั่งเล่นกินบรรยากาศสบายๆ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปนอน เพื่อเตรียมตัวดำน้ำต่อในวันรุ่งขึ้น
 
เช้านี้ เราทั้งสามคนออกไปดำน้ำกับเรือท้องแบนของอุทธยาน โดยตอนเช้าเจ้าหน้าที่พาเราไปอีกด้านของเกาะ 5 และเกาะ 6 เราได้อิ่มเอมกับปลาอีกมากมายหลายชนิด รวมทั้งยังได้เจอ "เจ้าปลาไหลเมอร์เร่ต์" ตัวสีดำยาวเกือบ 2 เมตร เราเองว่ายตามดูมันจนลืมเวลาไปเลย หลังจากนั้นก็กลับขึ้นมาทานอาหารกลางวันที่เกาะสี่และนอนพักเอาแรงกันประมาณครึ่งชั่วโมง ก่อนที่จะออกไปดำน้ำต่อที่เกาะ 8 และ 9 สำหรับทริปตอนบ่ายนี้ นอกจากจะยังคงได้เพลิดเพลินกับปลาและปะการังชนิดที่แตกต่างออกไปจากช่วงเช้าแล้ว เรายังได้เจอ "เต่าตะนุ-เต่าทะเลตัวใหญ่" ที่เจ้าหน้าที่ชี้ให้เราสามคนดู ตอนที่นักท่องเที่ยวคนอื่นกลับขึ้นเรือกันไปหมดแล้ว เราสามคนแทบจะไม่อยากกลับตามเค้าไปเลย อยากจะว่ายตามเจ้าเต่านั่นไปเรื่อยๆ ก่อนจังเลย   หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่พาเราไปแวะที่เกาะ 8 เพื่อขึ้นไปดู "หินเรือใบ- Sailing Stone" หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า "หินรองเท้าบูต -  Donald Duck Stone" ที่นี่วิวสวยมากมาย แต่เสียดายที่วันนี้ตั้งใจดำน้ำทั้งวัน ก็เลยไม่ได้เอากล้องติดมือมาด้วยเลย
 
เช้าวันที่สามบนหมู่เกาะสิมิลัน พวกเราเดินถ่ายรูปบนหาดอื่นๆ ของเกาะสี่จนทั่ว ก่อนที่จะกินอาหารกลางวันและเดินทางกลับขึ้นฝั่งด้วย speed boat ของบริษัท เม็ดทราย เช่นเดิม ซึ่งขากลับนี้เรื่อได้พาเราแวะถ่ายรูปที่เกาะ 8 อีกครั้ง ที่นี่บางคนยังติดใจขอลงไปดำน้ำอีกสักที ส่วนพวกเราปีนขึ้นไปบนหินเรือใบ เพื่อเก็บภาพความทรงจำกับเกาะสวยๆ หาดขาวๆ และน้ำทะเลใสๆ อีกครั้ง ก่อนเดินทางกลับขึ้นฝั่ง และเดินทางต่อไปยังจังหวัดชุมพร
 
ที่ชุมพร เราหาที่พักที่ "หาดทรายรี"ก่อนที่จะเดินทางไปเกาะเต่า-เกาะนางยวน ในเช้าวันรุ่งขึ้น เราข้ามเรือไปยังเกาะเต่า-เกาะนางยวน กับบริษัทเรือลมพระยา การนั่งเรือเช้านี้ทำให้พวกเราทั้งสามคน หมดสภาพกันเป็นแถวเลย เนื่องจากคลื่นเช้านี้แรงมาก เรือลำใหญ่ที่พวกเรานั่งกระโจนขึ้นลงตามกระแสคลื่น จนผู้โดยสานเริ่มทยอยกันออกอาการกันเป็นทิวแถว ส่วนมาวินลุกหายไปจากเก้าอี้เป็นคนแรก ต่อมาก็เป็นเรากับเต้ย สุดท้ายเรากับกุ๊กก็เลยไปยืนอาเจียนอยู่ที่หลังเรือไปจนถึงฝั่ง ส่วนนายเต้ยหลังจากอาเจียนเรียบร้อยก็หลบไปนั่งพักอยู่ในเรือทิ้งเพื่อนสองคนที่อาการยังโคม่าไว้ที่หลังเรือ
 
พวกเรามาถึงเกาะเต่าด้วยสภาพหมดแรง จึงรีบหาที่พักก่อนที่จะเริ่มคิดว่าจะทำอะไรต่อไปบนเกาะนี้ดี เมื่อได้ที่พักเรียบร้อย เราก็หาอาหารกลางวันทานเพื่อชดเชยพลังงานที่เสียไปบนเรือ ก็เริ่มคิดออกว่าเราออกไปดำน้ำ และเที่ยวเกาะนางยวนกันต่อเลยดีกว่า แต่โชคไม่ดีที่บ่ายนี้คลื่นค่อนข้างแรง หลังจากที่เราเหมาเรือออกไปวนรอบเกาะเพื่อจะดำน้ำ เราไม่สามารถลงไปดำไหวเพราะคลื่นแรง ก็เลยเปลี่ยนเส้นทางไปยังเกาะนางยวน เพื่อดำน้ำดูปะการังที่นั่นแทน ที่เกาะนางยวนนี่ บรรยากาศดี สวยงาม สมคำร่ำลือจริงๆ ทั้งหาดทรายขาวๆ ที่ทอดยาวออกไป และที่พักที่ถูกจัดไว้อย่างเป็นระเบียบ บนเกาะนางยวนนี่ ไม่ค่อยจะมีคนไทยให้เห็นเลย ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ เราสามคนก็เลยเหมือนเด็กกะเหรี่ยงเดินไป เดินมา อิอิ  การดำน้ำที่นี่ ไม่ต้องออกไหนไกลเลย เราเดินลุยน้ำออกไปเพียงแค่ครึ่งน่อง เราก็สามารถก้มหน้าดูปลาในน้ำที่ว่ายไปมา ชนกับเราในน้ำได้อย่างสบายใจ พวกเราสามคนก็เลยใช้เวลาตลอดบ่ายในดำน้ำ เล่นน้ำใสๆ และเก็บภาพสวยๆ ก่อนที่จะนั่งเรือกลับไปหาอาหารเย็นกินที่เกาะเต่าไม่ไกลจากที่พัก
 
เช้าวันรุ่งขึ้น เต้ยขี่รถออกไปถ่ายรูปมุมสวยๆ บนเกาะเต่ามาให้เราได้ดูกัน ก่อนที่จะเริ่มเก็บของ หาอาหารกลางวันและเดินถ่ายรูป ก่อนที่จะเดินทางไปขึ้นเตรียมขึ้นเรือกลับเข้าฝั่งในตอนบ่ายสองโมงครึ่ง และหาที่พักที่ตัวเมืองชุมพรอีกหนึ่งคืน ก่อนจะเดินทางกลับกทม. ในเช้าวันรุ่งขึ้น ซึ่งเราก็มาถึงกทม. กันประมาณ 5 โมงเย็น ก่อนจะแยกย้ายกันกลับไปพักผ่อน เพื่อเตรียมตัวกลับมาสู่โลกความเป็นจริงในวันถัดไป
 
07 March

เกาะช้าง 7-9 Feb 09

ทริปนี้ เป็นทริปเกาะช้าง จังหวัดตราด ไปพักผ่อนชิลๆ กัน มีสมาชิกร่วมทริป 9 คนเลยนะ ได้แก่ พี่ตุ๊ก พี่อุ้ม (แฟนพี่ตุ๊ก) พี่เอ๋ เอ็ม พี่ต้อม พี่น้อง กาย อูฐ แล้วก็ปูเอง
 
                                              
 
ออกเดินทางโดยรถตู้จากปั๊มปตท.ตรงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิตอนตีห้า ถึงเกาะช้างประมาณ 9 โมงเช้า เราพักกันที่  Chang Park resort หาดไก่แบ้ พอ check-in เรียบร้อยก็หาข้าวกิน แล้วไปเช่ามอเตอร์ไซด์ เพื่อใช้เป็นพาหนะในการเดินทางกัน  ปัญหาเริ่มขึ้นตรงนี้ล่ะค้าบบบเพื่อนๆ เนื่องจากเช้านี้เรามีกัน 7 คน (พี่ตุ๊กกับพี่อุ้มยังขับรถตามมาไม่ถึง) มีคนขี่มอเตอร์ไซด์เป็นแค่ 3 คน ทำไงล่ะทีนี้ อิอิ พี่เอ๋ซ้อนเอ็มแน่ๆ 1 คัน พี่ต้อมคงต้องซ้อนพี่น้อง เหลือข้าพเจ้า และอีกสองหนุ่มน้อยที่ขี่รถไม่เป็นทั้งคู่ อ่ะนะ .....  แต่กายขี่จักรยานพอได้ เอางี้ละกาน กายหัดขี่มอไซด์ตอนนี้เลย เดี๋ยวอูฐซ้อนปูไป  55555 คนเครียดสุดก็เป็นกายล้ะค้าบบบ  แต่มันก็ใจกล้า ขี่วนหน้าที่พัก สามสี่รอบ ก่อนออกเดินทางจริง อิอิ
 
บ่ายวันแรกนี่ พวกเราขี่มอไซด์ไปที่น้ำตกคลองพลูกัน ไปโดดน้ำ ดำผุด ดำว่ายกันอยู่พักใหญ่ ก่อนที่จะขี่รถกลับมาเจอพี่ตุ๊กกับพี่อุ้มที่ตามมาถึงแล้วที่ที่พัก จากนั้นก็ไปต่อที่หาดทรายขาว เพื่อดูบรรยากาศของหาดอื่นๆ บ้าง แล้วจึงกลับไปกินอาหารเย็นกันใกล้ๆ ที่พัก อย่างพร้อมหน้าพร้อมตาทั้ง 9 คน
 
วันรุ่งขึ้นเรา 7 คน ก็ออกเดินทางไปดำน้ำ ที่เกาะรังกันตลอดทั้งวัน ส่วนพี่ตุ๊กกับพี่อุ้มไปขับรถเที่ยวตามลำพัง ทริปดำน้ำวันนี้ ราคาประหยัด หัวละ 500 บาทต่อคนดำน้ำ สามจุดใหญ่ๆ มีอาหารกลางวัน ผลไม้ น้ำ และบาบีคิวตอนบ่าย บรรยากาศใต้น้ำที่นี่ อาจจะไม่ประทับใจมากมายสำหรับคนที่เคยดำน้ำในแถบอันดามันมาแล้ว แต่สำหรับคนที่ไม่เคยก็เป็นประสบการณ์น่าประทับใจได้เช่นกันนะ
 
ค่ำนี้เราทั้ง 9 คน  กลับมาทานบุฟเฟ่ต์มื้อเย็นที่ที่พัก เป็นบุฟเฟ่ต์อาหารทะเล พร้อม Fire Show ที่น่าประทับใจ แล้วต่อด้วยการไปนั่งเล่นไพ่กันที่ห้องกายกับอูฐ ก่อนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
 
เช้าวันสุดท้ายหลังจากจัดการมื้อเช้ากันเป็นที่เรียบร้อย ก็ไปเดินเล่นที่หาดหน้าที่พัก กระโดดโลดเต้น เล่นกันอีกพักใหญ่ ก่อนแยกย้ายกันไป เก็บของเพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับ กทม.
 
555 และแล้วก็หมดเวลาเริงร่าอีกเช่นเคย  ถึงเวลากลับมาเผชิญโลกอันวุ่นวายต่อไปทุกคน อิอิ
16 November

Bali 4-9 November, 2008

ทริปนี้ เก็บกระเป๋า Backpack ไปเที่ยวบาหลีมาค่ะ ก็เลยจะมาเล่าให้ฟัง เพราะสนุกและถูกกว่าที่คิดค่ะ

# วันแรก แวะตึกปิโตรนาสที่มาเล + หาที่นอนที่ Ubud - Monkey Forest

เรากับพี่น้องออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิกันตั้งแต่เช้าตรู่ ไปถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์ของประเทศมาเลเซียตอนประมาณ 10 โมงเช้า เพื่อ Transit ต่อไปที่บาหลีตอนประมาณเกือบห้าโมงเย็น เรามีเวลาเหลือเกือบ 7 ชั่วโมง ก็เลยถือโอกาสเข้าไปเยี่ยมชมในตัวเมืองซะหน่อย โดยการนั่งรถ Shuttle bus จากสนามบินและไปต่อรถไฟฟ้า จุดหมายปลายทางของเราที่มาเลเซีย คือ ตึกปิโตรนาส ซึ่งเป็นตึกแฝด ที่ทำเหมือนกับตึกเวิร์ลเทรดที่โดนเครื่องบินชนไปเมื่อเหตุการณ์ 9-11 ที่นี่เป็นทั้ง office และ Shopping Mall อยู่ด้วยกัน ค่อนกว้างพอสมควร  ที่นี่เราเดินถ่ายรูปและหาอาหารกลางวันทานกันก่อนกลับไปขึ้นเครื่องอีกทีตอนเย็น

เครื่องจากกัวลาฃัมเปอร์มาถึงที่ Denpasar ตอนประมาณสองทุ่ม เรานัดเจอนิกับแซีก เพื่อนอีกสองคนที่นี่ เพราะมาคนละสายการบิน จากนั้นเราก็เดินทางต่อไปหาที่พักที่ Ubud ซึ่งในคืนนี้ อำนาจการต่อรองราคาที่พักของเราทำได้ไม่มาก เนื่องจากพอมาถึงที่ Ubud แถวๆ Monkey Forest ตามที่หนังสือบอก ฝนเจ้ากรรมดันตกลงมา และตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เราต้องตกลงใจพักที่ Mawa Guest house (150,000 รูเปียร์ต่อห้อง ต่อคืน) ซึ่งที่พักดังกล่าวนี้ เราได้ชายหนุ่มชายบาหลีชื่อ โรมัน (ถ้าออกเสียงไม่ผิดนะ) เป็นผู้ให้ความช่วยเหลือพาพกวเราทั้งสี่คน ขึ้นรถเก๋ง แล้วตระเวณหาที่พักให้ ตอนแรกก็ไม่ค่อยไว้ใจเท่าไหร่ คนอะไรจะใจดีขนาดมาพาเราไปหาที่พักทั้งๆ ที่ฝนก็ตกหนัก แต่สุดท้ายก็เข้าใจได้ว่าเค้าคงจะได้ค่านานหน้าจากการหาลูกค้าให้ Guest house ต่างๆ

      Bali - Malay        Bali - Places

# วันที่สอง Kintamani, Gunung Agung, Lake Batur,Ulan Danu Batur และทุ่งนาขั้นบันได
ตื่นมา ทานอาหารเช้าเป็นขนมปังกับไข่ดาวที่เจ้าของที่พักเตรียมไว้ให้ หลังจากนั้นเราก็เริ่มทำตามแผนที่เราวางไว้ คือ หาที่พักใหม่ ที่ราคาถูกว่านี้ โดยเราไปเช่ารถมอเตอร์ไซด์กับหนุ่มโรมัน ที่พาเราหาที่พักเมื่อคืนนี้ล่ะ เราต่อรองราคาได้วันละ 30,000 รูเปียร์  ต่อวัน ต่อคัน (ประมาณ 100 บาท) เราสี่คนพากันขี่รถ 2 คัน ไปตระเวณหาที่พัก ซึ่งได้ราคาประมาณ 70,000 รูเปียร์ เราก็เลยกลับมาเพื่อจะเก็บของ ย้านที่พักก่อนเดินทางไปเที่ยว แต่ด้วยความที่เราขี้เกียจขนของ เราเลยไปต่อรองกับเจ้าของที่พัก ว่าเราจะพักต่ออีก 2 คืน รวมเมื่อคืนที่เราพักอยู่เป็น 3 คืน จะลดราคาได้เท่าไหร่ เราตกลงกับเค้าได้ที่ราคา 300,000 รูเปียร์  ต่อห้อง เป็นอันว่าตกลงทั้งคู่ เพราะเฉลี่ยแล้วราคาตกอยู่ที่ประมาณ 350 บาท ต่อคืน (อยู่เมืองไทยราคานี้หาไม่ได้แน่ๆ ห้องประมาณนี้เมืองไทยก็น่าจะแพงกว่าเกินเท่าตัวล่ะ)

หลังจากตกลงเรื่องที่พัก เรียบร้อยเราก็ออกเดินทางไปยังที่หมายแรกคือที่ Kintamani ซึ่งจะมีภูเขาไฟ Gunung Agung, Lake Batur และ Ulan Danu Batur เราขี่รถขึ้นไปทางเหนือของเกาะ ระหว่างทางก็ได้เจอ "นาข้าวขั้นบันได" ที่สวยสมกับที่หลายคนบอก นอกจากนั้นยังมีวัดหน้าตาแปลก ระหว่างทางมากมายเต็มไปหมด เราใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมงไปถึงภูเขาไฟ ก่อนลงไปหา Ulan Danu Batur ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งอยู่ริม Lake Batur ซึ่งเป็นวัดที่เราต้องผ่านเถ้าลาวาเข้าไปจึงจะเจอ เราขี่รถหลงทางไปมาอยู่แถวนั้นอยู่พักใหญ่ ก่อนตัดสินใจถามคนตกปลาแถวนั้น เค้าบอกว่าเรามาผิดที่ให้ขี่ย้อนกลับขึ้นมา แต่พอเราย้อนขึ้นมา มันกลายเป็นทางที่เรากลับก็เลยแวะถามทางอีกครั้ง ปรากฎว่าที่เราไปเมื่อกี๊น่ะถูกทางแล้ว อีกแค่ไม่ถึง 2 กิโลก็ถึงแล้ว เราเลยปรึกษากันว่าเอาไงดี เพราะเย็นแล้ว ถ้ากลับลงไปกลัวจะมืดแล้วขึ้นมาลำบาก ก็เลยตัดใจกลับและไปแวะวัดริมทะเลสาบ Batur แทน ก่อนขี่รถกลับที่พักที่ Ubud

ขากลับเราแวะทานอาหารเย็น ระหว่างทาง มี Bakso ซึ่งเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ ใส่ลูกชิ้น (อันนี้เราว่า ชายสี่ หมี่เกี๊ยวบ้านเราอร่อยว่าอ่ะ) และชิม Roti Bakar ซึ่งเป็นขนมปังปอนด์ ใส่ไส้สตอเบอรี่ ช๊อคโกแลต หรือกล้วย ตามใจชอบ ก่อนเอาไปทอดกับเนยร้อนๆ  (อันนี้กินร้อนๆ ก็อร่อยดีนะ เหมือนกินโรตีบ้านเรา) หลังจากนั้นก็มาหาอาหารหลัก จริงจังกันที่ร้านอาหารจีนสไตล์อินโด ซึ่งรสชาติจะจัดเล็กน้อยและมีกลิ่นเครื่องเทศเยอะหน่อย ใกล้ๆ ร้านนี้มี แพะปิ้งกลิ่นหอมฉุยขายอยู่ เราเลยเดินไปซื้อมาชิม ขอบอกว่าอร่อยนะ คนที่นี่ เค้าเรียกว่าเป็น Satay เหมือนกัน(เหมือนหมูสะเต๊ะ บ้านเรา แต่คนมีทั้งเนื้อ หมู ไก่ แพะ แกะ)

       Bali - Art & Culture

# วันที่สาม Goa Gajah,Gunung Kawi,Tirta umpul Templ, Pura  Besakih และ Barong Dance
เราออกเดินไป Goa Gajah หรือวัดถ้ำช้างกันแต่เช้า ต่อด้วยการแวะที่ Gunung Kawi ซึ่งเป็นเหมือนอนุสรณ์สถานเก่าแก่ ที่แกะสลักหินผาเป็นได้อย่างยิ่งใหญ่ อลังการณ์ ทางลงไปเป็นทุ่งนาขั้นบันไดเหมือนกัน แต่ลงไปลึกพอดู ขากลับขึ้นมาทำเอาขาสั่นหมดแรงไปเลย  จุดถัดไปของเราคือ  Tirta umpul Temple ซึ่งเป็นวัดน้ำพุศักสิทธิ์ ที่ชาวบ้านจะลงไปกราบไหว้ อาบน้ำ ขอพรกัน ที่นี่ เราพวกเราถูกเด็กๆ พื้นเมืองที่มาทำพิธีขอถ่ายรูปด้วย สงสัยเค้าจะเห็นว่าพวกเราแต่งตัวประหลาดมั้ง (ลืมบอกไปว่าพวกเราต้องใส่โสร่งและผ้าผูกเอวก่อนเข้าสถานที่ศักสิทธิ์ต่างๆ) จากนั้น เราก็แวะทานข้าวข้างทาง ซึ่งเป็นเหมือนร้านข้าวแกง (Warung) มองไปเราไม่รู้จักกับข้าวสักอย่างก็เลยชี้ๆ เอา เค้าก็ใจดีตักให้ใหญ่เลย ขอเพิ่มก็ไม่คิดตังเพิ่มด้วย เราสังเกตุเห็นว่า ทุกร้านจะมีกับข้าวเหมือนกันอยู่สองอย่างคือ Tempe ซึ่งเป็นถั่วผัดหวานๆ (คล้ายอาหารเจ) กับ Mei Ayum (หมี่ผัด) เมื่ออิ่มแล้ว จุดหมายถัดไปวันนี้ คือ Pura  Besakih หรือ Mother Temple ที่นี่เราต้องขี้รถกลับไปแถวภูเขาไฟเมื่อวานอีกครั้ง แต่ที่นี้ต้องขึ้นเขาไปอีกไกลพอดู แต่พอขึ้นไปถึงวัดอันสวยงานและยิ่งใหญ่อลังการณแห่งนี้ เรากลับเข้าไปไม่ได้ เนื่องจากมามาเฟียท้องถิ่นที่บังคับให้เราจ้าง Guide ราคาแพง เพื่อพาเราเข้าไปชมสถานที่ ทั้งๆ ความจริงเราสามารถเข้าไปได้เองเลย ที่นี่เราเลย ได้แค่ก็เกี่ยวความสวยงามจากภายนอกเท่านั้น

วันนี้เรามีแผนจะกลับมาดูการแสดง Barong Dance ตอนค่ำ ก็เลยกลับมาเร็วหน่อย  เพราะการแสดงจะเริ่มประมาณ 19.30 การแสดงดังกล่าว มีความคล้ายคลึงกับมโนราห์ ทางภาคใต้ของเราเหมือนกัน เวลารำ เค้าจะทำตาโต ตลอดเวลา นอกจากนี้ ก็มีตัวบารอง ที่เปรียบเสมือนเทพเจ้าผู้คุ้มครองเกาะประกอบเนื้อเรื่องตลอด หลังการแสดงจบเราก็หาอาหารค่ำทานก่อนกลับไปที่พักเพื่อเก็บของลงกระเป๋า เนื่องจากวันรุ่งขึ้น เราจะย้ายไปพักทางใต้ของเกาะบาหลีกัน

      Bali - Food         Bali - Barong Legong

# วันที่สี่  Ubud Market, Sukawati Market, Sanur, Tanalot และ Legian
เช้านี้เราได้ทานอาหารเช้า สไตล์บาหลี  Nasi Goreng หรือข้าวผัดไข่ดาว กับ Banana Pancake ก่อนเช่า Taxi ของหนุ่มโรมันคนเดิมให้ไปส่งเราที่หาด Sanur ที่นี่เราได้ที่พักตามที่หนังสือบอก คือ ที่ KEKE ได้ราคาคืนละ 90,000 รูเปียร์ (พร้อมอาหารเช้า) เมื่อเข้าที่พักได้แล้ว เราหารถเช่าเพื่อเดินทางไป Ubud Market และ Sukawati Market ซึ่งเป็นแหล่งขายของฝาก Tanalot โดยวันนี้เราเช่ารถยนต์ SuZuki สีฟ้า  1 คัน  เนื่องจากอากาศร้อนมาก (ไม่เย็นสบายเหมือนสามวันก่อนที่เราพักอยู่ทางเหนือของเกาะ) ที่ Tanalot เราได้เดินข้ามไปยังเกาะเล็กๆ กลางน้ำ เพื่อทำพิธีขอพรเหมือนที่หลายคนทำ ที่นี่ ฝรั่งหลายคนมาเล่น Surf เนื่องจากคลื่นที่นี่ค่อนข้างแรงและสูง หลังจากนั้น เราก็ออกเดินทางต่อไปยัง Kutar เพื่อไปทานอาหารทะเลที่ Legian คืนนี้เราทานอาหารกันจนดึก และกลับถึงที่พักเกือบเที่ยงคืน

# วันที่ห้า Sanur และคุณตำรวจบาหลี
เช้านี้ เราต้องออกแต่เช้าเพื่อไปส่งนิขึ้นเครื่องกลับก่อน แล้วค่อยไปเที่ยวต่อที่ Ulawatu ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่หน้าผาริมทะเล ที่นี่จะมีลิงอยู่จำนวนมากมาย ที่คอยจะมาแย่งของจากนักท่องเที่ยว เพื่อแลกกับอาหาร ต้องคอยระวังกันให้ดี หน้าผาที่นี่สวยงาม น้ำทะเลเป็นสีฟ้า แบบฟ้าจริงๆ คลื่นแรงกระทบหน้าผาจะแตกเป็นละอองน้ำขึ้นมาจนสูงทีเดียว เมื่อชมความงดงามที่ Uluwatu แล้วเราก็ไปหาอาหารกลางวันทานที่ Jimbaran อาหารทะเลที่นี่ไม่แพง เราได้กินกุ้ง ปูทะเล และหอยเผากันอย่างจุใจ ริมชายหาด Jimbaran ก่อนที่จะต้องไปส่งแซ๊กขึ้นเครื่องอีกครั้งหนึ่ง

เหลือกันสองคน ก็เลยเอารถยนต์ไปคืน และเช่ามอเตอร์ไซด์มาใช้เป็นพาหนะแทน  ครึ่งวันที่เหลือ เรากับพี่น้องก็เลยไปซื้อเก็บของ นอกพักเอาแรงสักพักก่อนออกมาตระเวณชายหาด Sanur ช่วงเย็น  ในตอนเย็นวันสุดท้ายนี่เอง เราสองคนเจอเรื่องตื่นเต้น เรื่องมีอยู่ว่า รถที่เราเช่ามานั้น น้ำมันจะหมด ก็เลยจะขี่รถไปเติมน้ำมันก่อนจะไปที่หาด พอถึงสี่แยก โดนตำรวจเป่านกหวีดเรียก เพื่อขอดูใบขับขี่สากล (International License) ซึ่งเราทั้งคู่ไม่ได้ทำไป ทั้งนี้เนื่องจากอ่านหนังสือมาว่า ตำรวจที่บาหลี จะเป่าเรียกนักท่องเที่ยวอย่างนี้เพื่อให้เสียค่าปรับ ไม่ได้จะจับจริงๆ  ถ้าเป็นไปได้ก็ให้ขับรถหนีไปเลย ตำรวจที่นี่ไม่สามารถตามเราได้ไกล แต่คราวนี้ สงสัยจะดวงซวยจริงๆ เพราะต่อให้อยากขับหนี เราก็ไปได้ไม่ไกล เนื่องจากน้ำมันหมด ก็เลยยอมจอดรถ แล้วแกล้งทำเป็นพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ฟังไม่รู้รู้เรื่อง ตำรวจถามว่า "Can you speak English?" เราสองคนกับพี่น้อง คนหน้าเหมือนกันคือเฉย ไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งที่สี่ห้าวันที่ผ่านมาต้องพูดภาษาอังกฤษเพื่อถามทาง กินข้าว ซื้อของอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว แต่วันนี้เราสองคนพูดภาษาไทยใส่ตำรวจว่า "กินข้าวหรือยัง จะไปไหน จะเอาอะไร เราจะไปเติมน้ำมัน เข้าใจมั้ย อย่ามายุ่ง" เจอมุขนี้ ตำรวจบาหลีอึ้ง ไม่รู้จะคุยกะเรายังไง  คุยกันอยู่นาน ตำรวจบอกว่าให่ตามไปโรงพัก เราก็เลยหยิบเงินรูเปียร์ให้ไป 9,000 รูเปียร์ (มีแบงค์ย่อยๆ อยู่เท่านั้นอ่ะ ที่เหลือมีแต่แบงค์ 100,000 รูเปียร์ ขืนให้มันไป มันไม่ทอนแน่) คุณตำรวจไม่ยอมเอาทำท่าโมโหมากมาย ให้เราเก็บเงิน ทำท่าจะจับให้ได้ เราสองคนก็ไม่ยอม เพราะตอนไปเช่ารถ เจ้าของบอกว่าถ้าโดนจับให้จ่ายค่าปรับไป 10,000-50,000 (ประมาณ 35-100 บาท) รูเปียร์ เกินกว่านี้อย่ายอม เถียงกันคนละภาษาอยู่นานสองนาน เราสองคนเลยหยิบแบงค์ 20 บาทไทยให้ไปแทน ตำรวจทำหน้าประหลาด แล้วบอกเราว่า "One more" เพราะตำรวจมากันสองคน เรามองหน้ากันแล้วรีบหยิบให้อีก 20 บาท จากนั้น คุณตำรวจบาหลีก็ใจดีขึ้นเป็นคนละคน บอกทางไปปั๊มน้ำมัน แถมยังส่งท้ายด้วยความเป็นห่วงเราสองคนอีกว่า Be Careful อ่ะนะ ตำรวจที่ไหนก็เหมือนกัน แต่เค้ารู้มั้ยอ่ะ ว่ามันแค่ 40 บาทเอง (เป็นเมืองไทยอย่างน้อยก็ต้อง 100 บาทแล้วอ่ะ)

เฮ้อ หลังจากผ่านเรื่องระทึกกับตำรวจบาหลีมาได้ ก็ไปซื้อหาของฝาก พวกผ้าพันคอ ผ้าโสร่ง แล้วก็ไปเดินเล่นหาด Sanur (เหมือนบางแสนเลยอ่ะ) ก่อนไปหา Sirloin Steak กับ Lobster กินเป็นอาหารเย็นในร้านหรูริมหาด (แต่ราคาถูกมาก Sirloin ประมาณไม่ถึง 200 บาท Lobster ไม่เกิน 500 บาท) ก่อนกลับห้องไปเก็บของเตรียมตัวบินกลับเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อย ก็นั่งสรุปเรื่องราวทริปนี้กันอย่างเมามัน ก่อนแยกย้ายกันเข้านอน แต่คืนนี้ไม่เหมือนคืนก่อนๆ ที่หัวถึงหมอนก็หลับ คืนนี้ต่างคนต่างพลิกไปพลิกมา กลัวว่าเช้าจะตื่นไม่ทันไปขึ้นเครื่องกลับบ้านตอนตี่สี่

# วันที่หก Depasar --> กัวลาลัมเปอร์ --> Bangkok
เช้านี้ตื่นกันเร็วกันกว่าที่คิดเล็กน้อย แล้วก็ไปนั่งนิ่งๆ ที่สนามบิน ไม่ค่อยพูดจา  ขากลับนี้ เราสองคนนั่งแถวหน้าสุดเลยได้รับมอบหมายภารกิจอันสำคัญ คือ การเปิดประตูเครื่องบินหากมีเหตุฉุกเฉินขึ้น (น่าสนุกดี อิอิ) แต่โชคดีที่ไม่มีเหตุให้เราสองคนต้องปฎิบัติภารกิจดังกล่าว  ช่วงบินกลับได้เห็นภูเขาไฟ Bromo ชัดๆ ด้วย สวยมาก ไม่น่าเชื่อว่ามันจะเคยระเบิดอย่างรุนแรง ได้เลย เมื่อมาถึงสนามบินกัวลาลัมเปอร์อีกครั้งเพื่อรอ Transit กลับเมืองไทย เราสองคนก็เดินเล่นไปมารอเวลา และนั่งเครื่องกลับบ้านอย่างเงียบๆ ออกอาการ "หมาหงอย" กันอย่างเห็นได้ชัด  ก็เลยได้ข้อสรุปหลังจากที่คุยกันว่า อาการนอนไม่หลับตั้งแต่เมื่อคืน จนถึงอาการหมาหงอยตอนนี้ คืออาการไม่อยากกลับมาทำงาน ไม่อยากกลับบ้านนั่นเอง เฮ้อ เวลา แห่งความสนุก ความสุขทำไมมันผ่านไปเร็วจังน้ออออ

13 September

วันเกิดครบปีที่ 29

ปีนี้อายุครบ 29 แล้วล่ะ เป็นปีสุดท้ายที่จะได้ใช้เลข 2 นำหน้าล่ะนะ เอาเป็นว่าต้องใช้ให้คุ้มสินะ
 
สำหรับวันเกิดปีนี้ไม่ได้มีอะไรพิเศษมากมายนัก เพราะเป็นวันธรรมดา และก็งานยุ่งมากมาย ....ก็เลยตั้งใจไปใส่บาตรพระที่ทำงานตอนเช้า โดยตื่นเช้ามาก็รีบอาบน้ำ เอาน้ำมนต์ที่พ่อให้ไว้ พรหมลงบนหัวเล็กน้อย แล้วลงไปซื้อกับข้าวที่หน้าคอนโด แล้วรีบบึ่งรถไปถึงที่ทำงานตั้งแต่ 6.45 ....ง่วงนิดหน่อย แต่เอาน่าวันเกิดทั้งที ....ใส่บาตรด้วยความอิ่มเอมใจ เพราะไม่ได้ทำแบบนี้มาหลายปีแล้ว ใส่บาตรเสร็จก็เดินไปทานข้าวเช้าและขึ้นไปทำงาน ส่วนกลางวันพี่ๆ น้องๆ เพื่อนๆ ที่ทำงานก็พาไปเลี้ยง Pizza และตอนเย็นก็ไปกินอาหารเกาหลีกับกายและพี่ต้อม (เพราะพี่ตุ๊กไม่ไป อิอิ)
 
แต่ที่สำคัญ ที่ดีใจมากมายในวันเกิดปีนี้ คือทุกคนยังคงนึกถึงและส่งความรัก ความหวังดีผ่านคำอวยพรกันเช่นเคย ขอบคุณทุกๆ คนเลยนะจ๊ะ
ขอบคุณคำอวยพรจากเพื่อนๆ ใน Hi5 แอน ตูน นิคม เพชร น้องหมี จิ๊บ แตน นุ่ม อุ๊
ขอบคุณคำอวยพรด้วยเสียงใสๆ ผ่านโทรศัพท์ จากตั้ม พี่ต้น นุช พี่กลาง หญิง หน่อย โจ๊ก พี่ธานี กุ๊ก นุ่น ลุงอี๊ด พ่อ แม่ และ เป้
ขอบคุณข้อความอวยพรดีๆ จาก บาส Lisa พี่ตี่ แอ๊นท์ นิ พี่น้อง นก (IBM) พี่แอน พี่บอม คุณอิท พี่อ้อย น้องแพร
ขอบคุณเค้กอวยพร จากนุ่น พี่จิ พี่ตี่
ขอบคุณสร้อยเก๋ๆ จากนก (IBM)
ขอบคุณ hand cream จากพี่หน่อง
ขอบคุณสำหรับเสื้อสีมพู น่ารัก จากพี่อั๋น
ขอบคุณสำหรับหนังสือดีๆ คู่มืท่องเที่ยวบาหลี / ผู้หญิงทำอะไรได้อีกตั้งเยอะ และมหัศจรรย์แห่งรัก จาก พี่จุ๋ม พี่ต้อม พี่เอ๋ พี่อิ๋ง พี่ตุ๊ก พี่ยุ้ย พี่บริดจ์ และน้องอูฐ
ขอบคุณสำหรับ PiZZA มื้อใหญ่ จากพี่โด๋ พี่จุ๋ม พี่เอ๋ พี่อิ๋ง พี่ต้อม น้องอูฐ นก พี่อั๋น
ขอบคุณสำหรับอาหารเกาหลีตอนเย็น กับกายและพี่ต้อม
ขอบคุณสำหรับส้มตำมื้อใหญ่ จาก พี่ดั๊ก พี่ยุ้ย พี่ตุ๊ก พี่ต้อม ป๊อป โจ้ น้องผึ้ง
ขอบคุณข้อความทาง MSN จากเต้ย
ขอบคุณสำหรับน้องหมีตัว และกระเป๋าใบสวยจากพี่ๆ
ขอบคุณคำอวยพรจากพี่ๆ น้องๆ เพื่อนทุกคนที่ KBank นะคะ
ขอบคุณทุกๆ คนที่ยังรักกันเหมือนเดิมค่ะ :)
 
            gift
 
07 June

Me and My cousins

เมื่อเดือนที่แล้ว มีกิจกรรมมากมายที่ทำให้ได้มีโอกาสใช้เวลาร่วมกับครอบครัวและญาติ พี่น้องจำนวนมากอีกครั้ง .... ทำให้นึกถึงเรื่องราว ความสุข เสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้ของน้องๆ ตัวเล็กๆ เสียงตะโกนโหวกเหวกเวลาถึงวันรวมญาติสมัยเรายังเด็กๆ :)
 
เนื่องจาก เป้ น้องชายสุด Love คนเดียวของเราเรียนจบปริญญาตรีสักที จากคณะวิศวกรรมศาตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระเจ้าเกล้าพระนครเหนือ (เขียนถูกป่าวหว่า.....) ก็เลยได้โอกาส บวชเรียน สนองคุณพ่อกับแม่ ให้เค้าได้เกาะชายผ้าเหลืองของน้องชายสักที เราซึ่งเป็นพี่สาวและก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ควรจะต้องช่วยเป็นธุระต่างๆ แทนพ่อกะแม่ได้บ้างล่ะเนอะ ... และก็พอดีกับเป็นช่วงเวลาปิดเทอมพอดี ทำให้ น้องแพร น้องภูมิ (น้องสาว น้องชายลูกของลุงอี๊ด) ขับรถมาจากสระแก้วมานอนที่บ้านเราก่อนวันงานได้หลายวันเลย เจ้าน้องนะ (ลูกสาวอาแหม่ม) ซึ่งเป็นน้องคนเล็กในบรรดาพี่น้องบ้านเรา ก็เลยตื่นเต้นยกใหญ่ที่มีพี่ๆ มาเป็นเพื่อนเล่นเต็มบ้าน ก็ปกติเจ้าน้องนะเป็นน้องคนเดียวที่อยู่แปดริ้ว ส่วนพี่ๆ ไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ กันหมด
 
หนึ่งสัปดาห์เต็มๆ ที่ลูกพี่ลูกน้อง 5 คน ได้กลับมาใช้เวลาร่วมกันเป็นเวลายาวๆ สักที นับเป็นเวลาที่มีความสุขมากๆๆ วันแรก ก็แค่กินข้าวเย็น วิ่งถ่ายรูปเล่นกันรอบๆ บ้าน แล้วก็เม้าท์กันสนุกสนาน พอวันที่สองก็ตื่นกันมาแต่เช้าขึ้นไปช่วยกันทำความสะอาดบ้านชั้นสอง เพราะปกติที่บ้านมีแค่พ่อกะแม่เราอยู่สองคน ชั้นสองแทบจะไม่ได้ถูกใช้งานเลยทีเดียว ก็เลยทำให้แต่ละคนหมดสภาพกันเป็นแถวๆ ทั้งเป้และน้องภูมิเลยต้องถอดเสื้อกันโชว์พุงกัน เจ้าน้องภูมิยิ่งแล้วใหญ่ ใส่แค่ Boxer ตัวเดียวเลย พอตกบ่ายหลังจากกินข้าวกลางวันกันมื้อใหญ่ เพราะใช้พลังงานกันไปเยอะตอนเช้า ก็เลยนอนตากแอร์หลับกันหมดยันเย็นเลย อิอิ.......พอตกกลางคืนเข้าห้องนอนกันตั้งแต่หัวค่ำ แต่ไม่ได้นอนหรอกนะ นั่งเม้าท์กันจนถึงเกือบตีหนึ่ง โดยมีน้องภูมิเป็น Topic ในคืนนี้ เนื่องจากน้องภูมิกำลังจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปีหน้า ก็เลยโดนทั้งบ่น ทั้งปลอบ ทั้งขู่ และให้กำลังใจกันซะยาว ก่อนจะเข้านอนกันได้
 
         001
 
วันที่สามเช้านี้ เป็นวันที่เป้ต้องโกนหัวแล้ว เป้ดูตื่นเต้นเล็กน้อย เรากะน้องแพร ดันหยิบเสื้อสีส้ม สีเดียวกันมาใส่เช้านี้ เจ้าน้องภูมิเดินมาเห็นเลยวิ่งไปหยิบมาใส่บ้าง เป้ ซึ่งตอนแรกใส่สีเทา ก็เลยเปลี่ยนด้วย เหลือเจ้าน้องนะคนเดียวที่ยังอาบน้ำไม่เสร็จ อาแหม่มก็เลยไปเลือกเสื้อและที่คาดผมสีส้มมาให้เจ้าน้องคนเล็กด้วยอีกคน พอครบ Gang 5 คน ยังพอมีเวลาเหลือก่อนพาเป้ไปโกนผมที่วัดก็เลยวิ่งถ่ายรูปเล่นกันอีกพักใหญ่ จนผู้ใหญ่ทั้งหลายตะโกนเรียกให้ไปกันได้แล้วนั่นแหล่ะถึงยอมเลิก
 
        002       003

ไปถึงวัดก็มีญาติๆ ผู้ใหญ่ทั้งหลายมากันเต็มไปหมด เพื่อมาตัดผมหลานชายกัน (อาจจะเป็นเพราะตระกูลเราไม่ค่อยมีหลานชายเท่าไหร่ด้วยมั้ง ปู่-ย่า ทั้งหลายเลยมาร่วมกันทำบุญกับหลานชายคนนี้กันใหญ่เลย ) หลังจากนั้นก็กลับไปเตรียมงานตอนเย็นกันต่อที่บ้าน ลุง ป้า น้า อา มาช่วยกันจัดสถานที่เตรียมไว้ฉลองพระใหม่ที่บ้านวันพรุ่งนี้กันใหญ่ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปอาบน้ำไปงานฉลองนาค ตอนเย็นที่หอประชุมโรงเรียนวัดโสธรใกล้ๆ บ้าน ซึ่งกว่างานตอนเย็นจะเลิกก็ทำเอาเหนื่อยไปตามๆ กันทีเดียว
  
        004       005
 
เช้าวันรุ่งขึ้น ทุกคนรีบทยอยกันลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวกันแต่เช้าเพื่อรีบไปอาบน้ำนาคที่วัดก่อนจะถึงพิธีแห่นาคเข้าโบสถ์เพื่อบวชเป็นพระในเช้าวันนี้ ขบวนแห่นาค ยาวเป็นพิเศษ มีคนรู้จักมักคุ้นกับครอบครัวมาช่วยกันรำหน้ากลางยาวกันอย่างเมามัน ก่อนจะให้นาคโปรยทาน เข้าไปทำพิธีในโบสถ์ และออกมาให้ญาติโยมทั้งหลายที่รออยู่ทำบุญใส่ย่ามพระใหม่กัน หลังจากนั้นก็พากันกลับบ้านไปทำบุญฉลองพระใหม่กันที่บ้าน และทานข้าวด้วยกันหลังพระองค์อื่นๆ เดินทางกลับวัดเรียบร้อย ระหว่างนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ญาติพี่น้องที่ไม่ค่อยได้เจอกันบ่อยนัก ได้มีโอกาสพบปะ พูดคุย ถามสารทุกข์สุกดิบกันยาวนาน ก่อนแยกย้ายกันกลับในช่วงบ่ายแก่ๆ
 
        007       006
 
เย็นนี้ก็เลยเหลือกันแค่ 4 คน พี่น้อง เพราะพระเป้ต้องกลับไปอยู่ที่วัดแล้ว ก็เลยช่วยกับเก็บของและเตรียมตัวเลี้ยงขอบคุณ ลุง ป้า น้า อา ที่มาช่วยขนของ จัดสถานที่อีกรอบที่บ้านในตอนเย็น พอตกเย็นเราสี่คนก็เลยปลีกตัวจากงานเลี้ยงของผู้ใหญ่ออกไปขับรถเล่นกันตามประสาในตลาด โดยเอารถเจ้าคุณปู่ของน้องภูมิออกไปกัน ไปแวะสวนหย่อมริมน้ำที่มีคนตกปลากันเต็มไปหมด ไปแวะเลี้ยงปลาและเดินเล่นกันต่อที่สวนสมเด็จฯ สวนสาธารณะซึ่งเป็นที่พักผ่อนของครอบครัว และสังสรรค์ของเพื่อนในตัวแปดริ้ว แวะกินไอ้ติมที่ทำจากน้ำหวาน-น้ำอัดลม เทลงในหลอด หย่อนลงในถังน้ำแข็ง เสียบไม้ยาวลงไปและเขย่าให้แข็ง แบบที่เคยซื้อกินหน้าโรงเรียนทุกวันตอนเด็กๆ ก่อนกลับบ้านไปนอนรวมกัน 4 คนอีกเช่นเคย
 
เช้าวันที่ 5 วันนี้ พวกเรายังคงรีบตื่นกันแต่เช้า เพราะวันนี้เป็นวันพระ เราจึงไปทำบุญที่วัดด้วยกัน และแอบไปดูพระใหม่ด้วยว่าเป็นไงบ้าง เหงาหรือเปล่า อิอิ  ซึ่งพอพระเห็นหน้าพี่ และน้องๆ ก็มีท่าทางดีใจขึ้นมาเชียว :) ......ตกบ่าย เรา น้องแพร และน้องภูมิ ก็เริ่มเก็บของเพื่อแยกย้ายกันกลับ ก็ทำเอาเจ้าน้องนะ น้ำตาซึมขึ้นมา เพราะพี่ๆ จะต้องทิ้งน้องไว้ที่แปดริ้วคนเดียวอีกแล้ว แต่ใช่ว่าน้องนะคนเดียวที่เศร้า พี่ๆ ก็รู้สึกเสียดาย ไม่อยากกลับอยากอยู่ด้วยกันต่ออีกสักหน่อย เพราะไม่รู้เมื่อไหร่จะมีเวลามาอยู่ด้วยกันหลายๆ วันแบบนี้อีก T-T ก่อนกลับก็แวะไปร่ำลา พระ ที่วัด อีกครั้งก่อนแยกย้ายกันเดินทาง
 
สำหรับเราแล้ว ช่างเป็นสัปดาห์ที่มีความสุข ความอบอุ่นมากมายจริงๆ
05 May

ณ ชายหาดบ้านกรูด

หลังจากวางแผนการไปพักผ่อนแบบเงียบๆ สบายๆ มานาน ก็ได้ฤกษ์ เดินทางจริงๆ สักที..... ทริปนี้ตอนแรกกะว่าจะไปคนเดียว แต่ก่อนออกเดินทาง 2 วัน ดันนนน มีเรื่องทำให้เศร้าใจนิดหน่อย ก็เลยชวน "พี่น้อง" ไปด้วยกัน ไม่งั้นไปคนเดียวอาจเหงาตายได้ ด้วยสภาพจิตใจแบบนี้ ^^'
 
ออกเดินทางเวลาประมาณ 8.05 น. โดยรถไฟด่วยพิเศษ ขบวนที่ 43 ที่ออกจาก กทม. ปลายทางสุราษฎร์ธานี โดยเรารอขึ้นที่สถานีบางซื่อ เนื่องจากอยู่ใกล้คอนโดเรามาก 5 นาทีก็ถึง อิอิ.....  เรากะพี่น้องได้นั่งที่ 55-56 คันแรก ของขบวนเลย บนรถไฟมีน้ำ-ขนม แล้วก็อาหารกลางวันแจกด้วยนะ แบบว่าเหนื่อความคาดหมายล่ะ รู้สึกว่าค่ารถ 450 บาท คุ้มขึ้นมาทีเดียว
 
เราเดินทางมาถึง สถานีบ้านกรูด เวลาประมาณบ่ายโมง เนื่องจากรถไฟ delay เล็กน้อย พอมาถึงฝนก็ตั้งเค้าเลย และเริ่มตกอย่างหนักตอนเรานั่งรถเข้าไปที่ Resort แต่ก็ไม่ได้เปียกอะไร จากสถานีรถไฟถึงริมหาด ถึงรีสอร์ทใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที เท่านั้นเอง เราพักกันที่ "บ้านกลางอ่าว" เป็นรีสอร์ทที่สวยเหมือนที่ใครๆ ในเว็บพูดกันเลย ...รีสอร์ทแถวนี้ก็เยอะนะ แต่บรรยากาศกลับเงียบสงบได้อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ละรีสอร์ท มีที่จอดรถซึ่งสามารถพรางตาได้เป็นอย่างดี  นอกจากนี้ยังไม่มีร้านค้า หาบเร่ แผงลอยเหมือนที่อื่นๆ  ทำให้ไม่มีอะไรมาบดบังความสวยงามของชายหาดและธรรมชาติที่นี่ อยากมากก็จะมีมอเตอร์ไซด์ของคนพื้นที่บ้างเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นนักท่องเที่ยวจะใช้จักรยานที่รีสอร์ทมีไว้บริการเป็นพาหนะ
 
     02 บ้านกลางอ่าว - ที่พัก      17 ดอกไม้สวยๆ ในรีสอร์ท
 
หลังจาก check-in เรียบร้อย เราก็เปลี่ยนกางเกงเป็นขาสั้นสบายๆ กันแล้วออกมาหาอะไรทานกันที่รีสอร์ท ก่อนที่จะคว้าจักรยานคนละคัน เพื่อออกไปสำรวจสถานที่และหาเสบียงสำหรับตอนเย็น เราก็เลยขี่จักรยานกันไปเรื่อยๆ จนมาถึงร้านค้าเล็กๆ ที่หน้าสถานีรถไฟ แต่ด้วยความที่ตลาดดังกล่าว เป็นตลาดเล็กๆ แบบชาวบ้านๆ ไม่ค่อยมีอะไรมากนัก (ดีนะ ไม่เหมือนที่อื่น ที่มีร้านของฝาก และร้านสะดวกซื้อมากมาย ที่ทำให้ดูวุ่นวายไม่ต่างจากในเมือง) ทำให้เราได้เสบียงแค่เพียงโค้ก 1 ลิตร กับขนมขบเคี้ยวอีกนิดหน่อย แล้วก็ขี่จักรยานกลับที่พักกัน จากนั้นก็ต่อด้วยการเดินเล่นชายหาดยามเย็น .... แขกคนอื่นๆ เค้าก็ลงเล่นน้ำทะเลที่หาดหน้ารีสอร์ท บ้างก็เล่นวอลเล่ย์บอลชายหาด เล่นเปตอง ขี่จักรยาน หรือพายเรือคยัคกัน ส่วนเรา 2 คน ได้แต่เดินเล่น แลวก็ถ่ายรูปบรรยากาศสวยๆ ก็อิ่มใจแล้ว
 
      25 กางร่มแล้ว     26 Poo
 
เช้าวันรุ่งขึ้นออกมาดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่วันนี้เมฆเยอะแยะมากมาย บดบังพระอาทิตย์ไปหมดเลย กว่าจะเห็นดวงอาทิตย์ได้ชัด มันก็ลอยสูงเหนือน้ำซะแล้ว ....  ก็เดินเล่นริมหาดสักพักแล้วค่อยไปอาบน้ำ ทานอาหารเช้า แล้วก็ขึ้นไปไหว้พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศบนเขากัน โดยมีรถที่ทางรีสอร์ทเตรียมไว้บริการ ใครอยากไปตอนไหนก็แจ้งที่พนักงานต้อนรับได้เลย แล้วก็นัดเวลาไปรับ ....  ขึ้นไปบนเขาทำให้เห็นวิวทะเลได้ไกลมากมาย ได้ไปนมัสการพระพุทธกิติสิริชัย และไหว้กรมหลวงชุมพร ก่อนขึ้นไปชมความสวยงามของพระมหาธาตุกัน ....
 
    40 พระมหาธาตุเจดีย์ภักดีประกาศ      38 พระพุทธกิติสิริชัย
 
กลับลงมารถที่รีสอร์ทก็มารอรับอยู่แล้ว เราก็เลยขึ้นรถกลับไปเอาจักรยานที่รีสอร์ท แล้วเริ่มออกหาอาหารกลางวันกัน เนื่องจากพี่น้องเห็นร้านผัดไทยน่ากิน ตอนที่เรานั่งรถไปพระมหาธาตุ เราก็เลยจะไปร้านนั้นกัน ......  แต่ขอบอกว่าระยะทางไม่ใช่ใกล้ๆ ประมาณ 2.5 กิโลเมตร  ดีนะ ที่วันนี้แดดไม่ร้อน ไม่งั้นคงขี่มาไม่ถึงแน่นอน พอไปถึงเราก็สั่งผัดไทยทะเล ส้มตำผลไม้ใส่ปู และปลาหมึกมะนาว ขอบอกว่าร้านนี้เค้าทำอร่อยนะ คุ้มกับที่ขี่จักรยานมาตั้งไกล เค้าชื่อ "ร้านลุงกำนัน" ใครผ่านไปแวะชิมได้นะจ๊ะ .... หลังจากกินอาหารกลางวันจนอิ่มแปล้ เราก็เลยขี่จักรยานอย่างช้าๆ กลับที่พัก แต่มีแวะนั่งเล่นตามชายหาดที่มีทิวสนเป็นแนวยาว ต่างจากหน้าที่พักเราที่มีต้นปาล์มสูงๆ เต็มไปหมด ... นั่งพักเล่นกับหมาน้อยแถวนั้น อยู่เกือบชั่วโมง ก็เริ่มปั่นจักรยานคู่ชีพกันอีกครั้งกลับที่พัก ปรากฎว่า กลับที่ห้องพัก ส่องกระจกแล้ว ง่ะ! ตัวดำกันไปเลย นี่ขนาดไม่ค่อยมีแดดเท่าไหร่นะเนี่ย ... กิจกรรมถัดมาก็เลยอาบน้ำ คลายร้อน ก่อนที่เราจะไปว่ายน้ำเล่นในสระ (เค้ามี 2 สระล่ะ) ส่วนพี่น้องก็นั่งอ่านหนังสือ อยู่ที่ริมสระน้ำเป็นเพื่อนกัน
 
      32 swimming pool      52 หน้าบ้านพัก
 
ตกเย็นก็ไปเดินเล่น ถ่ายรูปที่ชายหาดอีกตามเคย พอใกล้มืด เราก็เริ่มออกเดินทางอีกครั้งด้วยจักรยานเหมือนเดิม เพื่อออกไปหาอาหารทะเลกินกัน (เบื่ออาหารรีสอร์ทแล้ว) ไปเจอร้านริมทะเล ที่อยู่ไม่ไกลนัก (ตอนกลางวันแอบแวะถามเมนู และสำรวจราคาไว้แล้ว)  ในร้านมีคนเล่นดนตรี 2 คน เล่นกีต้าร์สดกัน นั่งฟังเพลินๆ ดีนะ ส่วนอาหารที่สั่งมานั้น พี่น้องอยากกินปลา และก็สั่งพล่าทะเลเพิ่มอีกอย่างหนึ่ง แต่ปลาที่ได้มาตัวใหญ่มากหนักกว่ากิโลได้มั้ง เราได้แต่มองหน้ากันว่าจะกินหมดเหรอเนี่ย แต่สุดท้ายมันก็เหลือแต่ก้าง อิอิ นอกจากนี้เค้ายังมีสัปรด ตบท้ายช่วยย่อยด้วยนะ.... หลังจากกินอิ่ม ก็นั่งพัก ตากลมที่ร้านอีกพักใหญ่ ก่อนจะขี่จักรยานกลับมาซื้อ Bacardi Breezer เพื่อไปนั่งกินลมริมทะเลตอนกลางคืนกัน หน้าที่พัก .... นั่งจิบ Bacardi แล้วคุยเรื่องโน้น เรื่องนี้กันไปเรื่อยเปื่อยตามประสา นั่งดูเรือตกปลาหมึกที่เปิดไปสีฟ้าลอยอยู่เต็มทะเล สบายจังไม่อยากกลับขึ้นห้องเลย แต่ดึกแล้ว ฝนก็เริ่มลงเม็ดบางด้วย เราก็เลยกลับเข้าห้องเพื่อพักผ่อนกันดีกว่า
 
เช้าวันรุ่งขึ้น มีเรื่องขำล่ะ (คุ้นๆ เหมือนที่เราติดอยู่ในห้องที่คอนโดเลยอ่ะ อิอิ) เนื่องจากโซ่ที่ใช้ล็อค มันไม่มีตุ้มเหล็กอยู่ เรากะพี่น้องเลยเอาโซ่ยัดใส่เข้าไปแทน ปรากฎว่าเช้ามา ออกไม่ได้ ดึงโซ่ไม่ออก ดีนะ ที่หน้าต่างด้านหน้าเป็นบานยาวถึงพื้นเพื่อให้เห็นวิวทะเล ก็เลยออกทางนั้นมากได้ ตลกดี ..... ยังเหลืออีก 2-3 ชั่วโมง ก่อนที่จะต้องไปขึ้นรถไฟกลับ กทม. ก็เลยไปขี่จักรยานไปอีกทางที่ยังไม่ได้ไปดู แล้วก็เลยขึ้นไปพระธาตุอีกครั้ง เนื่องจากเมื่อวานอยู่แค่แป๊ปเดียว แล้วค่อยกลับลงมา อาบน้ำ เตรียมตัวเดินทางกลับกัน โดยมีรถของรีสอร์ทไปส่งที่สถานีรถไฟ เราแวะทานข้าวกลางวันที่ตลาดเก่าหน้าสถานี ก่อนที่จะไปถ่ายรูปเป็นที่ระลึกก่อนขึ้นรถไฟ ที่ทำไมมาตรงเวลาจังเลย (ไม่เหมือนที่คิดไว้ ว่าปกติ รถไฟมันจะช้านี่นา)
 
      79 วิวหน้ารีสอร์ท        75 วิวหน้ารีสอร์ท       89 Train ticket
 
รถไฟถึงปลายทางที่บางซื่อประมาณทุ่มครึ่ง ก็แยกย้ายกันกลับ บ้านใครบ้านมัน ....  เฮ้อ ไม่อยากกลับมาเลย ไม่อยากกลับมาเจอเรื่องวุ่นวาย เจองานมากมาย เจอสิ่งต่างๆ ที่ทำให้ไม่สบายใจ หรือหมดกำลังใจ  ..... เอาไว้ คราวหน้าไปใหม่ดีกว่า ไปหาที่เงียบๆ สงบๆ สวยๆ แบบนี้ เพื่อเพิ่มกำลังใจให้ตัวเองอีกเนอะ
31 March

Unfortunately again!!!

หลังจากที่เมื่อปลายปีที่แล้ว เกิดดวงซวยเรื่องไฟช็อตที่ห้องทำเอาตกใจขวัญผวาไปครั้งนึงแล้ว ก็เหมือนจะราบรื่นดีไม่มีอะไร จนมาถึงเมื่อคืนวันอาทิตย์ก่อนซึ่งเป็นคืนที่เรานอนไม่ค่อยหลับอยู่แล้ว (เนื่องจากวันจันทร์ไม่อยากไปทำงานน่ะ อิอิ)  ปรากฎว่าพอหลับไปตอนประมาณตีหนึ่งกว่า พอถึงเวลาประมาณ ตี 4 สัญญาณไฟไหม้ที่ตึกก็ดังขึ้น พร้อมไฟดับมืดสนิททั้งตึก ทำเอาผู้คนตื่นขึ้นมาดูด้วยความไม่แน่ใจ เราก็เลยโผล่ออกไปดูเหมือนกัน เพื่อความมั่นใจ ก็เห็นคนเดินไปเดินมาหลายคน รอสักพักก็ยังไม่รู้ว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นก็เลยตัดสินใจเดินเข้าห้องมาเปลี่ยนเสื้อ (เพราะอยู่ชุดนอนไม่เรียบร้อยเลย) แล้วก็หยิบของที่จำเป็น กระเป๋าตังค์ โทรศัพท์และกุญแจรถ ใส่กระเป๋าถือเพื่อจะลงไปดูว่าตกลงมีไรเกิดขึ้นป่าว ซึ่งพอเตรียมตัวดังกล่าวเสร็จก็เดินไปเปิดประตูเพื่อลงไปข้างล่างอย่างที่คิด

แต่..... ปรากฎว่า ประตูเจ้ากรรม "เปิดไม่ออก" เนื่องจาก "Death Bolt Lock" ดันเกิดมาเสียตอนนั้นพอดีเลย หมุนตัวหมุนกลับมาแล้วแต่แท่งเหล็กที่ใช้ล็อกดันไม่กลับมาด้วย ทำให้เราไม่สามารถออกจากห้องได้ โอ! ตื่นเต้นมากๆๆๆๆๆ ขอบอก เพราะ

1. ไม่รู้ว่าตกลงข้างนอกมีไฟไหม้จริงหรือเปล่า
2. ไฟดับมืดสนิท มองอะไรไม่เห็น
3. ออกจากห้องไม่ได้

คิดดูแล้วกัน ว่าความรู้สึกจะเป็นอย่างไร จะโทรหาใครก็นึกไม่ออกนะ เพราะว่ามันตีสี่อ่ะ ใครจะตื่นมารับทอศัพท์ชั้นเนี่ย หลวงพ่อช่วยด้วยยยยยย ก็เลยเดินไป เดินมา ไปดูที่ระเบียงกับตรงหน้าต่างว่าตกลงมีไรมั้ย จนสักพักมีรถการไฟฟ้ามา ก็ค่อยเบาใจนิดนึงว่าคงไม่มีไฟไหม้คงเป็นแค่ไฟช็อต แต่ยังไงก็ยังอยากออกจากห้องให้ได้เร็วที่สุดอยู่ดี เพื่อความมั่นใจ จริงป่ะ! ...แต่จะออกไปยังไงล่ะเนี่ย หรือต้องรอจนเช้าแล้วค่อยตะโกนเรียกคนช่วยดีหว่า คิดไปคิดมา เลยเดินไปอาบน้ำแต่งตัวชุดทำงานนะเพราะ
 
1. เผื่อว่ามีเหตุร้ายจริง จะได้ออกไปสภาพดีๆ ไม่อุบาทว์
2. เผื่อว่าโชคดีไม่มีเหตุร้าย จะได้ไปทำงานได้ทัน เพราะไม่งั้นรอเปิดห้องได้ก่อนคงสายแน่ๆ
 
ซึ่งพออาบน้ำเสร็จก็เลยนึกได้ว่าเรามีไฟฉายซื้อเก็บไว้เมื่อตอนที่ไฟช็อตคราวที่แล้ว 2 อันนี่นา ก็เลยรีบไปหยิบมา ปรากฎว่าไฟฉายหลอด LCD ของเราสว่างวาบมาช่วยได้ 5 วินาทีแล้วก็ดับไปเพราะไม่ได้เปลี่ยนถ่าน โธ่เอ๊ย ซวยซ้ำซ้อนจริงๆ แต่ยังดีซื้อไฟฉายที่เป็นแบบปั๊มๆๆ แล้วสว่างแบบไม่ต้องใช้ถ่านไว้เล่นอีกอันนึง มันเลยช่วยได้ ก็เลยเอาไปส่องดูที่ Death Bolt ดังกล่าว ปรากฏว่าเห็นมีน็อตที่สามารถไขออกได้จากข้างใน ก็เลยไปเอาเครื่องมือที่เคยซื้อไว้ตอนไฟช็อตเหมือนกันออกมาไข เพื่อให้ออกไปเองให้ได้นะ
 
สำเร็จ..... ฐิติมา ทำได้ค่ะ หาทางออกมาได้ค่ะ อิอิ แต่ปรากฎว่า หลังจากนั้นก็ออกไปไม่ได้อยู่ดี เพราะว่าประตูเป็นรูโหว่ ไม่สามารถทิ้งห้องออกไปทำงานได้นะ ก็เลยต้องเอา Death Bolt ใส่กลับเข้าที่โดยเอาแท่งเหล็กออกไป แล้ว lock ด้วยลูกบิดธรรมดา ..... อ่ะนะ ....ภารกิจเสร็จสิ้นไปด้วยดีตอนประมาณเกือบ 6 โมงเช้า ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น ไฟฟ้าก็กลับมาสว่างดังเดิม เฮ้อ! ทำไมไฟไม่ติดตั้งแต่ตอนที่ชั้นกะลังเอาไขควงถอด Death Bolt นะ เพราะไอ้ตอนไขไฟมืดๆ ลำบากมาก เพราะมือนึงต้องปั๊มไฟฉาย อีกมือนึงไขน็อต อนาถจริงๆๆ
 
ไหนๆ ก็ไหนๆ ละก็เลยขับรถออกไปทำงานเลยนะ เพราะหากลงนอนต่อ คงจะไม่ตื่นไปทำงานแน่ๆ เลย ทำให้เช้านั้นไปถึงที่ทำงานตั้งแต่ 6.15 เช้ามาก แล้วก็นอนต่อที่รถยาวถึง 8.20 น. แล้วค่อยขึ้นไปทำงาน
 
เป็นไงบ้างเรื่องซวยของปูคราวนี้ ตื่นเต้นดีป่ะ อิอิ!  ว่าแต่เล่าให้หลายคนฟัง บางคนบอกว่า ปูเอ๊ย แกไม่ต้องหาแฟน ไม่ต้องมีใครอยู่ด้วยแล้วหล่ะ แกอยู่คนเดียวได้ เอาตัวรอดได้ ไม่ต้องพึ่งใครอย่างนี้ แล้วใครมันจะมาดูแลแกได้..... แป่วววววววว --> ต้องหัดอ่อนแอให้มากกว่านี้อ่ะป่าวเนี่ยเรา ^^'
16 February

Ji-Ja กับ Valentine's Day

เมื่อสัปดาห์ก่อน ไปดัดผมมาล่ะ แบบว่าช่วงนี้งานยุ่งมากๆ ตั้งแต่เปิดปีใหม่มากลับบ้าน 2-3 ทุ่มทุกวัน ก็เลยเกิดอาการ เหนื่อย เบื่อ และเซ็ง เสาร์อาทิตย์ก็นอนอืดอยู่ห้อง หนังสือ หนังหา ไม่ไปเรียน เพราะเหนื่อยมาก ไปไม่ไหว ไม่อยากขยับตัวไปไหน  จนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทนความโทรมของตัวเองไม่ได้ ก็เลยไปหาเรื่องดัดผมที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ตอนบ่ายวันอาทิตย์ ผลออกมา เหมือน จิจ้า ในหนัง ช็อคโกแลตเลยอ่ะ  แต่แบบว่า ทำใจไม่ได้ ไม่ชอบเลย กลับถึงห้อง ก็เลยล้างผม แล้วก็ไปร้านแถวบ้าน กะว่าจะยืดทันทีเลย เพราะไม่งั้นไม่กล้าไปทำงานแน่นอน  แต่ช่างไม่ยอมทำให้ บอกว่าเดี๋ยวผมเสีย ก็เลยไดร์ตรงให้ก่อน แล้ววันหลังค่อยมายืด ........แต่พอไปทำงาน ใครๆ ก็บอกว่า ไหนๆ ทำมาแล้วก็ลองดู พอวันอังคารก็เลยลองทำไปนะ อายเหมือนกัน แต่พอบ่ายๆ ก็เริ่มชิน ใครถามก็บอกไปว่า โดนไฟดูดมา ผมเลยหยิก อิอิ  เอาเนอะ ลองดูสักพัก เดี๋ยวมันก็คงคลายเกลียวแล้วล่ะ เพราะสระผมทุกวันเลย
 
Valentine's day ปีนี้ ก็ไม่ต่างจากทุกปีเท่าไหร่นัก เพราะตั้งแต่เป็นโสดก็ไม่เคยรับนัดใครในวัน Valentine เลย
ส่วนดอกไม้ ก็เช่นกัน เป็นดอกไม้ตามสัญญาอย่างเคย เค้ายังคงทำตามที่เค้าเคยบอกไว้ทุกปี ไม่เคยขาด แต่ไม่ได้เจอกัน เจอแต่ดอกไม้ มา 3-4 ปี แล้ว
ส่วนดอกไม้อีกช่อในปีนี้ ปรากฎว่า เป็นดอกไม้สไตล์เดียวกัน อย่างไม่ได้นัดหมาย จำนวนดอกกุหลาบก้านยาว สีแดงยังเท่ากันอย่างไม่น่าเชื่อ จัดช่อได้คล้ายกันมากๆ
 
2 คน นี้ให้ดอกไม้ สไตล์เดียวกันมา 2 ครั้งแล้ว ครั้งก่อน คนนึงจัดช่อด้วยกุหลาบก้านยาวสีขาว 6 ดอก อีกคนก็จัดดอกกุหลาบก้านยาวสีแดง 6 ดอก เหมือนกัน ช่อแบบเดียวกันแค่ต่างสี ไม่รู้ว่าทำไมบังเอิญได้ถึง 2 ครั้ง แต่ที่ไม่บังเอิญคือ ผู้ชาย 2 คนนี้ เจ้าชู้มากมายมาก่อนทั้งคู่ ถึงแม้ว่าตอนนี้ เหมือนจะถอดลายกันไปเยอะแล้วก็ตาม  ที่เหมือนกันอีกอย่างของสองคนนี้คือ เป็นผู้ชายราศีธนูทั้งคู่ ....  หลายคนคงพอรู้เนอะ ว่าผู้ชายธนูเนี่ย เจ้าชู้ขนาดไหน อิอิ
 
แต่ยังไงก็ตามเราเข็ดแล้วล่ะกับผู้ชายเจ้าชู้ ถ้าไม่มีคนดีๆ ไม่มีเลยดีกว่า อยู่คนเดียวสบายดี
ก็เลยทำให้ Valentine ปีนี้ ก็ตรงกลับบ้านเช่นเคย ด้วยข้ออ้างว่าเลิกงานดึกแล้ว ไปไหนไม่ไหวหรอก เอาไว้วันหลังละกันนะ
ซึ่งความจริงก็เลิกงานดึกแล้วจริงๆ แล้วก็เหนื่อยด้วย รวมทั้งไม่อยากไปไหนกับใครในวันนี้ ให้เค้าเข้าใจผิด ถ้าเราไม่ได้คิดอะไรด้วย จริงป่ะ
 
15022008(028)IMAG003915022008(024)_edit15022008(019)
14022008(016)14022008(000)15022008(021)
 
13 January

เริ่มต้นปีใหม่แล้นนน

ปีใหม่ปีนี้ กลับไปอยู่กับที่บ้านเช่นเดียวกับทุกปี ไม่ได้มีโปรแกรมไปไหน จริงๆ ไม่อยากไปไหนมากกว่า  ปีใหม่ปีนี้มีวันหยุด 4 วัน คือ 29, 30, 31 และ วันที่ 1 
 
วันที่ 29 ยังไม่กลับบ้านเพราะอยากทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งก็ได้ใช้เวลาทั้งวันจริงๆ กับการสะสางของรกๆ ทั้งหลาย
วันที่ 30 ตอนแรกว่าจะกลับบ้านวันนี้ แต่มีบางอย่างที่ต้องเคลียร์อีกเรื่อง เป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจมานาน ไม่ได้คำตอบสักที แต่ก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะได้คำตอบหรือเปล่า ซึ่งพอถึงเวลาก็เริ่มด้วยการไม่ได้เคลียร์อะไร เป็นการนั่งเฉยๆ ต่างคนต่างอ่านหนังสือ ต่างคนต่างกินของตรงหน้าของตัวเอง จะว่าไปแล้วพูดกันแค่ไม่กี่คำ แต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงให้ดีกว่านี้ จนเย็นก็คงถึงเวลาต้องแยกย้ายกันไป โดยไม่ได้เคลียร์อะไรเช่นเคย บางทีมันอาจจะหมายถึงว่าเคลียร์ไปแล้วก็ได้ โดยไม่ต้องพูดอะไร ซึ่งพอคิดได้แบบนั้น น้ำตาก็ไหล แบบไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด และก็ไม่รู้จะสรุปว่าอย่างไรดี รู้แต่ว่าเสียใจ
วันที่ 31 เช้านี้อยากนอนอยู่บนเตียงเฉยๆ เพราะรู้สึกไม่มีกำลังใจจะทำอะไรเท่าไหร่ แต่ก็ต้องกลับบ้านแล้ว ก็เลยตัดสินใจลุกขึ้นมาอาบน้ำและขับรถกลับบ้านพร้อมเป้ (น้องชาย) แล้วก็ไปบ้านญาติๆ กับพ่อ กับอาและน้อง ก็เลยทำให้นนี้หมดไปได้ 1 วัน โดยไม่มีเวลาจะซึมเศร้าอะไร อีกอย่างเวลาอยู่บ้านคงต้องเป็นเวลาที่ต้องเข้มแข็ง ต้องทำให้พ่อแม่สบายใจและภูมิใจ จริงมะ
วันที่ 1 วันปีใหม่ละ ก็ตื่นกันมาอยู่พร้อมหน้า พร้อมตา พ่อแม่ลูก ก่อนที่จะไปบ้านญาติ อีกแป๊ปนึง แล้วกลับมาเจอลุง-ป้าที่บ้าน แต่ปีนี้ เจ้าน้องสาวกับน้องชาย (แพร-ภูมิ) ไม่ได้มาด้วย เอาไว้เจอกันคราวหน้าแล้วกันเนอะน้องเนอะ พอเที่ยงก็เลยเก็บข้าวของพร้อมทั้งกับข้าวที่แม่ทำให้ และเดินทางกัลบ กทม เนื่องจากกลัวว่ารถจะติด
 
กลับมาถึงกทมบ่ายโมงกว่าๆ ก็เก็บของ เช็ดรถ ทำโน่นนี่เสร็จ ก็รู้สึกเหงาอีกแล้ว ไม่รู้ทำไมช่วงนี้เหงาบ่อยจัง แต่เหงาแล้วไม่ได้อยากไปไหน ไม่อยากเจอใคร อยากอยู่คนเดียว หรือเราอาจจะเรื่องมากก็ไม่รู้ เพราะความจริงก็มีหลายคนพยายามชวนไปโน่นนี่ตลอดเวลา บางคนคอยจะมาเอาอกเอาใจ แต่เรากลับไม่อยากไปด้วย ไม่อยากรับน้ำใจนั้น มันเหมือนกับว่าถ้าไม่ได้ไปกับคนที่อยากไปด้วย หรือคุยกับคนที่อยากคุยด้วย ชั้นอยู่คนเดียวซะดีกว่า
 
ความจริงแล้วไม่ควรทำแบบนี้ใช่ป่ะ เพราะถ้าไม่งั้น สุดท้ายจะไม่เหลือใคร ไม่มีใครเลยใช่มั้ย แต่คนที่เป็นเพื่อนเราจริงๆ คงเข้าใจเรานะ ว่าทำไมเราถึงชอบอยู่คนเดียวมากกว่าการออกไปกับคนที่เราไม่ได้อยากคุยด้วย ไม่อยากใช้เวลาด้วยอ่ะ
 
ส่วนเรื่องงาน ตอนนี้เริ่มต้นปี ด้วยงานที่ยุ่งและเหนื่อยมากกกกกก  ตั้งแต่เปิดมาวันแรก วันที่ 2 มกรา จนถึงตอนนี้ เรากลับบ้านประมาณสองทุ่มเกือบทุกวัน บางวันก็ทุ่มครึ่งแต่บางวันสามทุ่มเลยด้วยซ้ำ เหนื่อยชมัดเลยน่ะ ตื่นมาอาบน้ำไปทำงาน เข้า workshop ตลอดทั้งวัน ตอนเย็น สรุปและส่งเมล กลับถึงบ้านอาบน้ำหาไรกินนิดหน่อย ก็เกือบสี่ทุ่มแล้ว หมดแรงก็นอนเลย ซึ่งจากที่เป็นแบบนี้มาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ก็เลยทำให้ เสาร์-อาทิตย์นี้ ขอนอนอยู่ห้องไม่ออกไปไหน ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้ไปเรียน เพราะอยากนอนอยู่ห้อง
 
คิดไปคิดมา งานยุ่งๆ อย่างนี้ก็ดีไปอย่าง เพราะไม่มีเวลาว่างจะเหงา หรือคิดอะไรไร้สาระ ทำให้ไม่ค่อยฟุ้งซ่านด้วย
แต่ถ้าจะให้ดีน่าจะมีความสุขและไม่เหงา ได้โดยไม่ต้องทำงานหนักหรือยุ่งแบบนี้มาเป็นเครื่องมือจะดีกว่าเนอะ ว่ามั้ย
 
-----------------------------------------------------------------------------
 
พยายามอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง ทำโน่นทำนี่เอง โดยไม่ต้องพึ่งใคร
ไม่ต้องมีคนพิเศษ ไม่ต้องมีใครมา take care ชั้นทำเองได้ ชั้นไม่เหงา
 
แต่เวลาที่ดีใจ ไม่สบาย หรือต้องการคำปรึกษา มันก็เศร้านะ เพราะไม่รู้จะพูดกับใครดี
ตอนนี้ก็มีแต่เพื่อนสนิทมากๆ ที่คอยให้กำลังใจและให้คำปรึกษา
แต่บางทีเวลารู้สึกเหงาๆ เศร้าๆ ก็เกรงใจเพื่อนเหมือนกัน
 
เฮ้อ! ความสุขมันไม่ได้อยู่ที่เงินทองและของนอกกายจริงๆ นะเนี่ย
มีทุกอย่าง อย่างที่อยากได้ แต่กลับไม่มีใครอยู่ชื่นชมหรือปลอบใจ
 
...............................................................................
 
27 December

แผลที่สาม กับน้องหมาที่น่าสงสาร

หลังจากได้รถมา 1 เดือน ก็ได้แผลที่ 3 แล้วค่ะ ......  ความเป็นมาของมันก็คือ เช้าวันพฤหัสที่ 26 ก็ขับรถมาทำงานตามปกติ ลงจากทางด่วนกำลัง UTurn ใต้สะพานเพื่อไปกลับรถเข้าที่ทำงาน ข้าพเจ้าก็ขับมาเรื่อยๆ ด้วยความเร็วประมาณ 50-60 (ก็ไม่ได้เร็วมากเนอะ) พอเริ่มเข้าทางตรง มีเจ้าน้องหมาวิ่งตัดหน้าออกมาจากข้างทาง ข้าพเจ้าก็แตะเบรค แต่ก็ไม่กล้าเบรคแรง เพราะมีรถหลังตามมาน่ะ พร้อมกับหักหลบไปทางซ้ายเล็กน้อย คิดว่าน่าจะพ้นแล้วนะ แต่น้องหมาเจ้ากรรมดันนนน........เปลี่ยนใจ วิ่งหันมาอีกทาง ก็เลยโดนรถเราชนเข้า กลิ้งไปข้างทาง ร้องเอ๋งงงงงงงงงงงงงง โธ่! เวรกรรมมมมม  เจ้าน้องหมาเอ๋ย หันไปดูกระจกหลัง เห็นมันกระโผลก กระเผลก ยันตัวขึ้นมา แต่เราไม่สามารถจะจอดรถลงไปดูมันได้ ทำไงดี สงสารมันอ่ะ ในเมื่อทำไรไม่ได้ก็เลยขับเลยไปเลยก็แล้วกัน นั่งคิดถึงน้องหมาตลอดเช้า ทำเอากินข้าวเช้าไม่ลงเลยเรา สงสาร สงสาร เจ็บมากป่าวหว่า
 
ขอให้ปลอดภัยนะเจ้าน้องหมา .... ข้าพเจ้าขอโทษ อโหสิหกรรมให้ด้วยนะะะะะะะะะ